บีทีเอสให้ความรู้เรื่องฮีตสโตรก อันตรายถึงชีวิตแต่ป้องกันได้

บีทีเอสให้ความรู้เรื่องฮีตสโตรก อันตรายถึงชีวิตแต่ป้องกันได้

ได้รับผลตอบรับดีทั้งจากประชาชนและสถาบันการแพทย์ต่าง ๆ ทั้งรัฐบาลและเอกชน กลุ่มบริษัท “บีทีเอส” ร่วมกับสถาบันการแพทย์ชั้นนำ อาทิ คณะทันตแพทยศาสตร์ ม.มหิดล, วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, ม.รังสิต, กรมอนามัย ฯลฯ สานต่องาน “คลินิกลอยฟ้า” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 ซึ่งปีนี้จัดขึ้นที่สถานีรถไฟฟ้าบางหว้า เปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสุขภาพฟรี โดยปีนี้ คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส ย้ายมาจัดที่สถานีรถไฟฟ้าบางหว้าเนื่องจากมีชุมชนตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงจำนวนมาก และเพื่อให้คนทุกระดับตรวจสุขภาพที่ตรงกับความต้องการ จึงแบ่งโซนสถานีตรวจสุขภาพของแต่ละโรค ได้แก่ สถานีเบาหวาน, สถานีหัวใจ, สถานีมะเร็ง, สถานีตา, สถานีกระดูกและข้อ, สถานีรักตับ, สถานีการแพทย์แผนไทย, สถานีการแพทย์แผนตะวันออก, สถานีฟัน และสถานีส่งเสริมสุขภาพ โดยจัดโปรแกรมตรวจสุขภาพในโรคที่ความเสี่ยงสูง และเป็นปัจจัยก่อเกิดโรคร้ายแรงในอนาคตของคนเมืองในยุคปัจจุบัน เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (อีเคจี), ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น พร้อมการให้คำปรึกษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกวัน

ในโอกาสจัดให้มีการเสวนาหัวข้อ “ร้อนจัด…ถึงแก่ชีวิตด้วย ฮีตสโตรก” โดย รศ.พญ.จุไรพร สมบุญวงศ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยสาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ฮีตสโตรกคือ ภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนเป็นอันตรายและอาจถึงแก่ชีวิต ซึ่งตามปกติร่างกายมีกลไกในปรับอุณหภูมิให้คงที่ที่ 37 องศาเซลเซียส แต่เมื่ออากาศภายนอกร้อนจัดมากกว่าภาย ในร่างกาย จะทำให้การถ่ายเทความร้อนของร่างกายสู่ภายนอกนั้นยากขึ้น ยิ่งหากอากาศอบอ้าวกระบวนการระบายความร้อนด้วยการระเหิดน้ำของร่างกายซึ่งเป็นกลไกหลักการปรับอุณหภูมิของร่างกายเมื่ออากาศร้อน เช่น เหงื่อ หรือการหายใจ ไม่สามารถทำได้โดยสะดวก เมื่อร่างกายเสียน้ำเป็นจำนวนมากจนเกิดภาวะขาดน้ำหลอดเลือดจะขยายตัวเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายให้ระบายความร้อนออกสู่ภายนอกได้มากขึ้น แต่หากขาดน้ำมาก ๆ จะทำให้เลือดไหลเวียนไปที่ผิวหนังน้อยลงกระบวนการระบายความร้อนไม่สามารถทำได้เต็มที่ อุณหภูมิร่างกายจะค่อย ๆ สูงขึ้นจนเป็นอันตราย ส่วนใหญ่ประมาณ 40-41 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ตับวาย ไตวาย เซลล์ถูกทำลาย จนเสียชีวิตได้

รศ.พญ.จุไรพร กล่าวอีกว่า กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงจึงได้แก่ เด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี ผู้สูงอายุ ผู้ที่ทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ผู้ที่น้ำหนักเกินหรืออ้วน และผู้ที่กินยาบางประเภทที่ยับยั้งการระบายความร้อน ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดัน ยาแก้แพ้บางประเภท ยาแก้โรคซึมเศร้า รวมถึงสารเสพติด โดยอาการที่พบเห็นเป็นส่วนใหญ่และอาจเกิดขึ้นได้ เช่น ปวดศีรษะ หน้ามืดจะเป็นลม เป็นตะคริว ปวดท้อง คลื่นไส้ ตัวร้อนจัด ชัก สติสัมป ชัญญะน้อยลง พูดไม่ชัด ชีพจรเต้นเร็ว หายใจตื้น เป็นต้น ซึ่งหากเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นกับตัวเองหรือคนอื่น วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นคือ พยายามทำให้อุณหภูมิ ร่างกายเย็นลงโดยเร็วที่สุด อาทิ ไปอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวกมีร่มเงา ถอดเสื้อผ้าให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้น ดื่มน้ำมาก ๆ เช็ดตัวหรือพยายามนำน้ำแข็งไปเหน็บตามซอกต่าง ๆ ของร่างกาย และหากทำได้ให้นอนราบลงกับพื้นเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น

สำหรับการป้องกัน รศ.พญ.จุไรพร แนะว่า โรคฮีตสโตรกสามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเป็นก็สามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นจึงต้องปรับพฤติกรรมดูแลตัวให้ดี ที่สำคัญคือการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ยิ่งน้ำหนักตัวมากยิ่งต้องดื่มน้ำมาก และไม่ควรดื่มน้ำเย็นจัด หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนเนื่องจากในกาเฟอีนมีสารขับปัสสาวะ ไม่ออกกำลังกายแบบหักโหม และสวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายเหงื่อได้ดี.

บีทีเอสให้ความรู้เรื่องฮีตสโตรก อันตรายถึงชีวิตแต่ป้องกันได้

 

บีทีเอสให้ความรู้เรื่องฮีตสโตรก อันตรายถึงชีวิตแต่ป้องกันได้

 

แสดงความคิดเห็น