กระทรวงอุดมศึกษาต้องยึด3ภารกิจเป็นตัวตั้ง

กระทรวงอุดมศึกษาต้องยืด3ภารกิจเป็นตัวตั้ง

ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา พ.ศ….ได้ผ่านความเห็นชอบจากทุกฝ่าย ทั้งจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.), ทปอ. มหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย, ทปอ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ซึ่งเห็นชอบให้มีการจัดตั้ง “กระทรวงการอุดามศึกษา” และล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2558 ที่ประชุมกรรมาธิการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ด้วย

ทำไม? เพราะอะไร? จำเป็นต้องแยก “สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา” หรือสกอ. (ทบวงมหาวิทยาลัย) ออกจาก “กระทรวงศึกษาธิการ” (ศธ.) ซึ่งที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้เสนอว่าการจัดต้อง “กระทรวงอุดมศึกษา” จะก่อให้เกิดประโยชน์ คือ “จะสามารถแก้ไขปัญหาคุณภาพการจัดการศึกษาในสถาบันการศึกษาที่เป็นปัญหา และจะขยายการจัดการศึกษา ครอบคลุมประชากรวัยแรงงานตั้งแต่อายุ 15-60 ปี ที่ไม่จบอุดมศึกษา ซึ่งพบว่าประชากรวัยแรงงาน 40 ล้านคน 50% จบประถมศึกษา 30% จบมัธยมศึกษา และ 20% จบอุดมศึกษา”

หลากหลายมุมมอง ต่อการจัดตั้ง “กระทรวงอุดมศึกษา” ของ 3 อธิการบดีมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับแถวหน้าของประเทศไทย ประเดิมด้วย “รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปทุมรัฐ” อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) กล่าวว่า เห็นด้วยเพราะอุดมศึกษาบริบทต่างจาก ศธ.ที่เน้นสอนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ขณะที่กลุ่มอุดมศึกษาเน้นสร้างคน สร้างนักวิจัย ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษามีนักวิจัยกว่า 50,000 คน ภารกิจอุดมศึกษา จึงเน้นสร้างบัณฑิต สร้างนักวิจัย (ครู) และสร้างนวัตกรรม ที่นำต่อยอดการพัฒนาชุมชน สังคม ท้องถิ่ง และภาคอุตสาหกรรม

“การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ เมื่อแยกเป็นกระทรวงอุดมศึกษาแล้ว ต้องมุ่งเป้า 3 อย่าง คือ 1.การผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ 2.สร้างนักวิจัยเพื่อพัฒนาชาติ 3.สร้างงานวิจัยที่นำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม ต้องยึดภารกิจและหน้าที่ใหม่เป็นหัวใจสำคัญ”

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยในกลุ่มเทคโนโลยีต้องใกล้ชิดกับภาคอุตสาหกรรม ต้องทำงานวิจัยร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งการผลิตบัณฑิตสายเทคโนโลยีฯในระดับอุดมศึกษา แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มมหาวิทยาลัยเก่า (มม.จุฬาฯมธ.) มุ่งผลิตสายวิชาการ 2.กลุ่มมหาวิทยาลัยกึ่งเก่ากึ่งใหม่ (มช.มข. ม.อ.) มุ่งผลิตสายวิชาการกึ่งนักวิจัยร่วมกับภาคเอกชน และ 3.กลุ่มมหาวิทยาลัยใหม่ (มทร.และมรภ.) โดยเฉพาะ มทร.กับ 3 พระจอมเกล้ามุ่งสร้างบัณฑิตนักปฏิบัติที่ตอบสนองภาคอุตสาหกรรม

ขณะที่ “รศ.ดร.ฤาเดช เกิดวิชัย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มร.สส.) กล่าวว่า ควรแยกนานแล้ว เพราะช่วงปฏิรูปการศึกษาคราวก่อนเห็นชัดการศึกษาล้มเหลว ถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยน ด้วยปรัชญาการศึกษามีหลายแบบ บ้างก็เพื่อการแข่งขัน บ้างก็เพื่อก้าวสู่ระดับสากล บ้างเพื่อสนองแรงงาน บ้างเพื่อสร้างพลเมืองบ้างรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่มหาวิทยาลัยปัจจุบันเหมาโหล นับเป็นความผิดพลาดมากๆ ของระบบการศึกษาไทย

“สกอ.สังกัด ศธ.ไม่เวิร์ก มีที่ไหนในโลกที่มีแม่ทัพ 5 คน จะไปสู้รบกับใครเขาได้ ระบบการศึกษาต้องมีเอกภาพ แต่ ศธ.มีระบบสั่งการที่ไม่ขึ้นกับปลัด ศธ. ปลัด ศธ.มีอำนาจน้อยที่สุด เมื่อแยกเป็นกระทรวงอุดมศึกษา ผู้บริหารควรมีความรู้ความเข้าใจบริบทอุดมศึกษา ที่ผ่านมา สกอ.ออกกฎเกณฑ์มากมายแต่ล้มเหลว เช่น ทีคิวเอฟ ไม่ควรใช้ทีคิวเอฟกับอุดมศึกษาเพราะเป็นการสร้างภาระให้กับอาจารย์และผู้บริหาร เป็นการทำงานกับกระดาษไม่ได้สะท้อนคุณภาพการศึกษาจริงๆ

ทั้งหมดนี้เพราะคนที่ออกกฎไม่เคยสอนหนังสือผลผลิตบัณฑิตถึงออกมาแบบนี้ จบมาไม่มีความรู้ เพราะทำงานกับเอกสาร ประกันคุณภาพการศึกษาคือการเมคข้อมูลทุกระดับ การประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เป็นความล้มเหลว ควรยกเลิกเพราะเป็นการทำลายคุณภาพการศึกษาไทย มหาวิทยาลัยควรมีระบบการประเมินของเราเอง”

รศ.ดร.ฤาเดช กล่าวย้ำเสียงหนักแน่นว่า ขณะนี้รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ต้องกล้าตัดสินใจ เหมือนที่กล้ายุบ 3 หน่วยงานใน ศธ.แต่อันนี้หนักกว่า เพราะระบบการศึกษาไม่ดีไม่ได้เห็นตายคาที่ในทันที แต่เดินไปตายไกลมากๆๆ เมื่อมหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตห่วยๆ จบไปอีก 10 ปี 20 ปี จะสร้างผลกระทบทำให้สังคมอ่อนแอ รัฐบาลควรรีบตัดสินใจให้เร็วหากยื้อเวลาออกไป การศึกษาไทยจะล้มเหลวไปเรื่อยๆ จนยากจะเยียวยา 12 ปีปรากฎชัดแล้วว่าการรวมอยู่ใน ศธ.ไม่มีประโยชน์ ที่เอาตัวชี้วัดเป็นตัวตั้งเมื่อทำตามได้ก็จบ แต่การศึกษาไม่ใช่แบบนั้นกระบวนการเรียนการสอนทุกวันนี้ผิด ระบบการสอนหลงทาง การศึกษาไทยถึงตกต่ำและสาหัสแบบนี้

ปิดท้ายด้วย รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่าตลอดเวลา 12 ปี ที่การอุดมศึกษาในสังกัด ศธ.มองไม่เห็นความสัมพันธ์หรือความเชื่อมโยงที่ควรจะเกิดขึ้น ตามเจตนารมณ์ของการยุบทบวงมหาวิทยาลัยมาสังกัด ศธ.เลย การเรียนการสอนหลักสูตรขั้นพื้นฐานไม่เชื่องโยงหลักสูตรระดับอุดมศึกษา ความร่วมมือก็ไม่มี

“ผมมองไม่เห็นประโยชน์อะไรเลย ที่ สกอ.จะต้องรวมกับ ศธ.เป็น 5 แท่งแบบเดิม ที่แต่ละแท่งต่างไม่รู้ว่าใครทำหน้าที่อะไร มันใหญ่โตมากๆเวลาประชุมก็ลำบาก การบริหารงบประมาณก็ลำบาก เหมือนไซโลข้าวโพดอยู่ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นผมมองไม่เห็นทางออกอื่นเลย นอกจากแยกเป็นกระทรวงอุดมศึกษาเน้นพัฒนาคุณภาพอุดมศึกษาแยกงบประมาณ แยกบุคลากร เพื่อความคล่องตัวในทุกๆ ด้าน ที่สำคัญการประชาคมอุดมศึกษาต้องมีธรรมภิบาลเน้นการวิจัยเพิ่ม” รศ.ดร.วรากรณ์ ฝากทิ้งท้าย

กระทรวงอุดมศึกษาต้องยืด3ภารกิจเป็นตัวตั้งกระทรวงอุดมศึกษาต้องยืด3ภารกิจเป็นตัวตั้ง

แสดงความคิดเห็น