จุดเปลี่ยน….พลิกชีวิตเด็กเหลือขอดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ(4)

Binder1_Page_04-678x1024

เรานำเสนอเรื่องราวของ ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ ทรัพยากรมนุษย์ที่ทรงคุณค่าของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี ในฐานะอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ และ หัวหน้าฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มาถึง 3 ตอนเต็ม จากละครชีวิตที่เป็นยิ่งกว่าละครแห่งวิกหมอชิต ที่อาจารย์ได้ถ่ายทอดถึงความรู้สึกในแต่ละห้วงเวลาของชีวิต นับตั้งแต่ลืมตาดูโลก กว่าจะมาถึง ณ เวลานี้ ต้องผ่านเรื่องราวต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะนิยามคำว่า “เด็กเหลือขอ” ที่ได้รับการถ่ายทอดออกมาพอทำให้เห็นภาพที่ประจักษ์ชัดว่า เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะก้าวผ่านชีวิตตรงจุดนั้นมาได้ ช่างน่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง

มาถึงตอนนี้ ดร.กุลชาติยังได้ถ่ายทอดต่อถึงชีวิตในวัยเด็กเมื่อจะต้องพลิกบทมาทำมาหากินกับคุณแม่ด้วยการขายข้าวผัด ซึ่งจะต้องทำตั้งแต่ก่อไฟ หุงข้าวเรียกว่าต้องทำงานสารพัด การดำรงชีวิตในช่วงเวลานั้นน่าจะทำให้สองชีวิตแม่ลูกดีขึ้น แต่ใครจะไปคาดคิดว่าบางครั้งโชคชะตาก็เล่นตลกอีกครั้ง “ขายข้าวผัดอยู่ได้ประมาณหนึ่งปี ปรากฏว่าแม่ค้าที่ในละแวกแถวนั้นพอเห็นว่าเราไปแย่งอาชีพเขา เขาก็พยายามกัน เขาก็มารู้จุดอ่อนว่าคุณแม่ผมเป็นคนบ้าจี้ พอจี้ปุ๊บก็จะตกใจประเภทมีอะไรในมือก็ทิ้งหมด ของที่ทำมาก็เสียหาย เจ๊งหมด จนในที่สุดก็ต้องเลิกอาชีพขายข้าวผัด”

แต่ด้วยคุณแม่ความรู้น้อยไม่รู้จะไปเริ่มต้นทำอะไรดี พอดีไปเห็นข้างบ้านเขามีรถเข็นที่เข็นข้าวหมู ทุกเย็นเขาจะไปเอาเศษอาหารตามร้านอาหารมาเลี้ยงหมู แต่ช่วงกลางวันรถเข็นจะว่าง แล้วตรงบริเวณบ.ข.ส.คนก็จะทิ้งขยะกันเยอะ แม่เลยเริ่มต้นเก็บขยะในบริเวณบ.ข.ส.ก่อนเป็นที่แรก ด้วยการยืมรถเข็นนำเอาขยะไปขาย พอขายได้มันก็เกิดกำไรเพราะการเก็บขยะมันไม่มีต้นทุนเหมือนกับขายข้าวผัด ทำให้เกิดความรู้สึกว่ามันไม่มีความเสี่ยงที่จะต้องเจ๊ง พอขายขยะได้ก็นำเงินไปซื้อข้าว ซื้อกับข้าวมากิน ชีวิตช่วงนั้นหาเช้ากินค่ำจริงๆ

นั่นเป็นอีกครั้งสำคัญกับจุดพลิกผันของชีวิตที่ทำให้ “ด.ช.กุลชาติ” เริ่มรู้จักมักคุ้นกับเรื่องของขยะ จากผลพวงที่คุณแม่หันมายึดเป็นอาชีพในการเก็บขยะหาเลี้ยงชีพและครอบครัว แต่ยังมีอีกเรื่องราวที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เด็กชายตัวเล็กๆ คนนี้ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในเวลาต่อมา ส่วนจะเป็นเรื่องใดเชื่อว่าหลายคนอาจจะคาดไม่ถึง หรือไม่ก็เดาไม่ถูก เรื่องนี้ดร.กุลชาติเล่าต่อให้เราฟังอย่างภาคภูมิ

ใจ “จุดหนึ่งที่ผมเริ่มต้นเลยว่าจะต้องไปเรียนให้ได้ ทั้งที่แม่ตีผมทุกวันให้ไปเรียนเพราะผมไม่ยอมไปเรียน พูดง่ายๆ คือดื้อตลอด แต่สิ่งที่ผมเห็นแม่ทำบางสิ่งบางอย่างมันทำให้ผมต้องเปลี่ยนความคิด นั่นคือวันหนึ่งที่บ้านส้วมเต็มเข้าห้องน้ำไม่ได้ ผมก็อ้างกับแม่ว่าวันนี้จะไม่ไปเรียนเพราะอาบน้ำไม่ได้ ตอนนั้นแม่โกรธมาก ก็ได้แต่บอกว่างั้นก็ล้างหน้าแปรงฟันแล้วไปเรียนซะ”

“แล้วช่วงกลางดึกของคืนหนึ่ง หลังจากผมกลับมาแม่ก็รอจนคิดว่าผมนอนหลับแล้ว แท้ที่จริงผมยังไม่หลับเลยก็เห็นแม่ผมจุดเทียนย่องเข้าห้องน้ำ แล้วก็เอาค้อนสกัดบ่อเกรอะออก ก่อนจะเอากระป๋องสีตักอุจจาระทีละกระป๋องเพื่อให้ตอนเช้าลูกเข้าห้องน้ำอาบน้ำได้ แม่ผมทำตั้งแต่ 3-4 ทุ่มกว่าจะเสร็จปาไปตี 2 ตี 3 ผมได้แต่นั่งมองท่านตักแล้วเดินไปทิ้งที่ไกลๆ กลัวว่าคนในละแวกบ้านจะได้กลิ่น แม่ทำอยู่อย่างนั้นทั้งคืน”ห้วงเวลานั้นมันทำให้ภาพย้อนกลับไปว่าที่ผ่านมาแม่ทำอะไรให้เราบ้าง ทุกอย่างมันดีเลย์แบบอัตโนมัติ ทำให้เราได้คิดว่าเอ้ยอุจจาระตรงนี้เรายังปฏิเสธมันเลย มันยังเป็นข้ออ้างที่เราจะไม่ทำอะไรเลย ไม่ไปเรียนหนังสือ แต่แม่ยังยอมทำในสิ่งที่เราเกลียด สิ่งที่เราไม่ชอบหรือเหม็นด้วย แต่แม่ยังทำให้เรา เขาตีเราทุกวันเพื่อให้เราไปเรียน เรายังไม่ไปเรียน นั่นคือจุดเปลี่ยนเลยว่าต่อไปนี้ต้องไปเรียนให้ได้

ชีวิตของด.ช.กุลชาติดังที่ได้กล่าวไปตั้งแต่ตอนแรกแล้วว่าแต่ละห้วงเวลานับจากที่ลืมตาดูโลก กว่าจะมาถึงวันนี้ต้องเผชิญกับเหตุการณ์เรื่องราวต่างๆ มากมาย แม้กระทั่งกับคนในครอบครัว “จุลเพ็ญ” ถึงบรรทัดนี้เขาเล่าให้เราฟังต่อว่า ตอนที่แม่กลับมาปรากฏว่าลูกๆ ทุกคนแตกแยกกันหมดไปกันคนละทิศคนละทาง จึงเป็นภาระหน้าที่คุณแม่ในการจะไปตามหาลูกๆ ซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ไหนบ้าง ก็เริ่มจากดึงน้องสาวที่อยู่กับพ่อก่อน ปรากฏว่าน้องสาวต้องเจอกับแม่เลี้ยงไม่ดี แม่เลยเอากลับมาเลี้ยงเอง ขณะที่ในส่วนของพี่ชายซึ่งไปอยู่กับเรือตังเกนั้น ดร.กุลชาติเล่าต่อว่า ด้วยความที่พี่ชายไปตอนโตแล้ว เรื่องของอุปนิสัยใจคอจึงค่อนข้างดัดยาก “พอกลับมาก็มาเป็นเด็กเกเรทำให้แม่ปวดหัวทุกวัน ทำให้ผมเกิดความรู้สึกว่าต้องเลือกแล้วว่าจะเป็นเด็กเกเรหรือเด็กดี เพราะเรามีตัวอย่างให้เห็น พี่ชายทำไมถึงมีแต่เรื่องให้แม่ปวดหัวตลอด เรามีตัวอย่างให้เลือกแล้ว ไม่อยากเป็นแบบพี่ แล้วเราก็เห็นความลำบากของแม่ด้วย”

“อุจจาระตรงนี้เรายังปฏิเสธมันเลย มันยังเป็นข้ออ้างที่เราจะไม่ทำอะไรเลย ไม่ไปเรียนหนังสือ แต่แม่ยังยอมทำในสิ่งที่เราเกลียด เพื่อให้เราไปเรียน เรายังไม่ไปเรียน นั่นคือจุดเปลี่ยนเลยว่าต่อไปนี้ต้องไปเรียนให้ได้”

แสดงความคิดเห็น