นิยายชีวิตที่ (ไม่) เน่าดร.กุลชาติ จุลเพ็ญอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมฯ มทร.ธัญบุรี (2)

rmutt-031-678x1024

แค่ตอนแรกคงสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับใครต่อใคร หลังได้ทำความรู้จักกับ เด็กชายกุลชาติ จุลเพ็ญ เด็กน้อยที่สู้ชีวิตผ่านเรื่องราวมามากมาย จนปัจจุบันได้กลายมาเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ทรงคุณค่าของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี ในฐานะอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ และ หัวหน้าฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จากละครชีวิตที่เป็นยิ่งกว่าละครแห่งวิกหมอชิต คงไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเด็กน้อยคนนี้จะก้าวไปจนมาถึง ณ วันนี้ได้….มันช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

ฉบับนี้มาตามติดกันต่อหลังจากที่จบลงในตอนที่แล้วถึงความยากลำบากที่จะต้องดิ้นรนสู้ชีวิตกระทั่งพี่สาวต้องพาไปเก็บผักบุ้งริมทางมาผัดด้วยน้ำเปล่าประทังชีวิต แต่ด้วยร่างกายที่รับไม่ไหว สุดท้ายพี่สาวจึงต้องพาน้องชาย (ด.ช.กุลชาติ) ไปขอข้าวคนข้างบ้านกิน แต่ใครจะคิดว่าจากจุดเริ่มต้นดังกล่าวจะทำให้เขาหัดที่จะต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดด้วยการหันไปใช้ชีวิตอยู่ที่สถานีรถ บ.ข.ส. ณ ที่แห่งนี้ ด.ช.กุลชาติไปทำอะไร ต้องฟังคำตอบ

“จากนั้นเลยหันมาใช้ชีวิตอยู่ที่ บ.ข.ส.เนื่องจากว่าเราเติบโตมากับพ่อซึ่งเป็นคนขับรถทัวร์จึงอาศัยอยู่ในโกดังละแวกนั้น ซึ่งแต่ละวันก็จะมีผู้โดยสารที่มารอขึ้นรถทัวร์ แล้วมันก็จะมีร้านอาหารอยู่รายรอบ บ.ข.ส.เต็มไปหมด ตอนแรกก็จะไปขอข้าวจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้าเขากิน พอขอเขากินได้ก็ด้วยความที่แม่ค้าเห็นเราเป็นเด็กอายุประมาณ 6 ขวบเขาก็จะบอกว่าไอ้หนูกินเสร็จแล้วมาช่วยป้าล้างจานด้วยนะ แต่ปรากฏว่าผมไม่ล้าง เพราะก่อนหน้านี้เราไม่เคยรู้เลยว่าต้องทำงานแลกกับอะไร เนื่องจากมีพี่คอยดูแล มีคุณแม่คอยเลี้ยงดูมาใช่มั้ยครับ เราไม่รู้เลยว่าต้องทำงาน สุดท้ายแม่ค้าเขาก็เลยตำหนิประมาณว่าไม่สำนึกในบุญคุณต่อไปก็ไม่ต้องมาขอกินข้าวอีก

เจอเข้าไปอย่างนี้ผมเลยต้องเปลี่ยนแผนด้วยการยืนรอดูว่าใครบ้างที่กินข้าวเหลือ พอเขา

กินเสร็จก็ไปเอาเศษข้าวที่เหลือมากินต่อเพราะบางทีผู้โดยสารกินยังไม่ทันเสร็จหรือยังไม่หมดเราก็อาศัยช่วงจังหวะตรงนี้ จนกลายเป็นว่าไปสร้างความรำคาญให้กับพ่อค้าแม่ค้า สุดท้ายเขาจึงไล่ตะเพิดออกจากร้าน เลยต้องเปลี่ยนแผนไปเป็นขอทานกับผู้โดยสารรถทัวร์ ขณะที่พี่สาวเขาเห็นว่าผมไม่ค่อยไปวุ่นวายกับเขา สุดท้ายเขาก็ไปอีกคน มารู้ทีหลังว่าเขาไปตามหาพ่อ ส่วนผมก็หันมายึดอาชีพการเป็นขอทาน

ถึงบรรทัดนี้เชื่อว่าหลายคนคงจะคิดเหมือนกันกับเราว่า ชีวิตของเด็กผู้ชายคนนี้ทำไมถึงช่างดูโหดร้ายซะเหลือเกิน จากเดิมที่เคยมีทั้งพ่อทั้งแม่เป็นที่พึ่งพิงแต่สุดท้ายเหลือตัวคนเดียวแถมชีวิตยังพลิกผันกลายเป็น “ขอทาน” สุดท้ายเป็นเด็กเร่ร่อนในที่สุด เขาเล่าถึงชีวิตตอนนี้ว่าต้องผันไปยึดอาชีพเป็นขอทานนานถึง 2 ปีและยังต้องเป็นเด็กเร่ร่อนเพื่อหาข้าวในการประทังชีวิตให้ครบทั้ง 3 มื้อ “บางครั้งนึกสนุกแบบเด็กๆ ไปขโมยของตามตลาดมากินเพื่อประทังชีวิต เสร็จแล้วก็ไปตามร้านอาหารไปยืนเกาะดูทีวี ช่วงนี้ยอมรับว่าใช้ชีวิตไร้สาระมาก นอนดึกประมาณตี 3 ตี 4 จนตื่นไปโรงเรียนไม่ไหวก็ต้องโดดเรียนในที่สุด จำได้ว่าช่วงนั้นเรียนอยู่ชั้นป.3-ป.4 พูดได้ว่าตอนนั้นเรียนเกือบจะต้องซ้ำชั้น”

จนช่วงปลายของป.4 คุณแม่ก็กลับมาเพราะมีคนไปพูดว่าลูกเหลวไหลเป็นเด็กเหลือขอ แม่เลยต้องทิ้งงาน ช่วงนั้นแม่น่าจะยังส่งเงินมาให้ตลอดแต่ผมไม่ได้อยู่รอรับ อีกทั้งพี่สาวก็ไม่ได้อยู่ด้วย เงินตรงนั้นน่าจะเป็นการจ่ายค่าเช่าบ้านเพราะผมกลับมานอนที่โกดังทุกเดือน เพียงแต่ว่าไม่มีน้ำ ไม่มีไฟเพราะถูกตัดหมด ของใช้ในบ้านก็ไม่เหลือ กลับมาดึกหน่อยผมก็มุดเข้ามุ้งนอน มุ้งไม่เคยตลบขึ้นอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น แถมน้ำท่าก็ไม่เคยอาบ ฟันก็ไม่เคยแปรง ตัวดำขี้ไคลเต็ม จะอาบน้ำทีก็ไปอาบน้ำคลองเวลาเพื่อนๆ ชวนไปเล่นน้ำ ฉะนั้นพอใช้ชีวิตอย่างนี้ไปเรียนหนังสือ เพื่อนๆ ก็ไม่กล้าคบเพราะดูแล้วเป็นเด็กเหลือขอ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมไปโรงเรียนไม่สนุกจึงโดดเรียนในที่สุด

ดังที่ได้กล่าวไปตั้งแต่ตอนที่แล้วว่าเพราะปัญหาครอบครัวแตกแยกนั่นเองจึงทำให้ชีวิตของเด็กชายคนนี้ต้องประสบกับชะตากรรมอย่างที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน ขณะเดียวกันในช่วงของรอยต่อที่ดูว่าโหดร้ายที่สุดในชีวิต กลับถูกพลิกพร้อมตา จนวันหนึ่งเมื่อแม่กลับมาท่ามกลางความดีใจ แต่เขาก็ต้องพบกับความทุกข์ระทมในชีวิต “การที่ผมใช้ชีวิตเป็นเด็กเร่ร่อน มีอิสระนานถึง 2 ปีไม่เคยมีใครมาบังคับเคี่ยวเข็ญ อยากไปไหนก็ไป อยากตื่นเมื่อไหร่ก็ได้ แต่พอแม่กลับมาแม่ก็จะบังคับให้ไปโรงเรียน ตั้งแต่ตีให้ตื่นนอน บังคับให้อาบน้ำ แปรงฟัน ทุกอย่างถูกบังคับหมด”

เสียดายพื้นที่มีจำกัด อดใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง พลันกลับเข้าสู่อ้อมกอดของคุณแม่หลังจากต้องห่างไกลกันนานนับปี เขาเล่าว่าหลังใช้ชีวิตเป็นเด็กเร่ร่อนอยู่ 2 ปี ตัวเองคิดมาตลอดอยากให้ทุกคนในครอบครัวกลับมาพร้อมหน้าไว้รอติดตามต่อในตอนหน้า ยังมีข้อคิดดีๆ ที่จะได้จากเรื่องราวของ ด.ช.กุลชาติ จุลเพ็ญ รับประกันว่าไม่ผิดหวังแน่นอน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า

“เราไม่เคยรู้เลยว่าต้องทำงานแลกกับอะไร เนื่องจากมีพี่คอยดูแล มีคุณแม่คอยเลี้ยงดูมาใช่มั้ยครับ เราไม่รู้เลยว่าต้องทำงาน สุดท้ายแม่ค้าเขาก็เลยตำหนิประมาณว่าไม่สำนึกในบุคุณต่อไปก็ไม่ต้องมาขอกินข้าวอีก”

แสดงความคิดเห็น