“ชีวิตยิ่งกว่านิยาย” ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวฯอุตสาหการ มทร.ธัญบุรี

Binder1_Page_061-678x1024

ได้มีโอกาสนำเสนอเรื่องราวของท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ ไปหลายฉบับก่อน บังเอิญว่าการเดินทางไปสัมภาษณ์ท่านอธิการบดีในครั้งนั้นได้มีโอกาสเจอกับบุคคลสำคัญที่ถือเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ทรงคุณค่าของมหาวิทยาลัยอีกท่าน นั่นคือ ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ และหัวหน้าฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ผู้ที่มีเรื่องราวน่าสนใจและชวนให้ติดตามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องราวแห่งวิถีชีวิตกว่าจะเดินมาถึง ณ ตรงจุดนี้ได้ ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา เพราะเขาต้องผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากมาย โดยเฉพาะจากกองขยะที่หลายคนมองว่าเป็นของสกปรก แต่มันคือสิ่งล้ำค่าที่ทำให้เขาพลิกชีวิตจนกลายมาเป็น “ดอกเตอร์จากกองขยะ” ส่วนที่มาที่ไปจะเป็นอย่างไรต้องติดตาม

การพบกันในวันนั้นสิ่งแรกที่เราได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ก็คือบุคลิกในความเป็นคนเรียบง่าย เรียบร้อย แต่ยังคงภาพในความเป็นนักวิชาการหรืออาจารย์อย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเริ่มเข้าสู่บทสนทนาที่เรียกได้ว่าชำแหละกันทุกรายละเอียดตั้งแต่ก้าวแรกของชีวิตทันทีที่ลืมตาดูโลก กระทั่งแต่ละเสี้ยวของชีวิตไปจนกระทั่งไปสู่จุดหมายในความสำเร็จ ได้

มาเป็นอาจารย์แถมเป็นดอกเตอร์จากต่างประเทศซะด้วย

“บ้านเกิดผมอยู่อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ผมเกิดและเรียนหนังสือที่นั่น แต่พูดใต้ไม่ได้นะครับ มีแต่คุณแม่ที่พูดได้ บ้านผมมีอาชีพเก็บขยะขาย เป็นขยะที่เขาทิ้งกันตามถังขยะนั่นแหละครับ” นี่คือปฐมบทแห่งการสนทนาที่อาจารย์บอกกล่าวกับเราอย่างตรงไปตรงมา ก่อนจะแจงต่อรายละเอียดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนในตระกูล “จุลเพ็ญ” โดยเฉพาะกับอาชีพเก็บขยะขาย ซึ่งมาพร้อมกับคำถามอื่นๆ ที่ตามมาอีกมากมาย

อาจารย์เล่าว่า เพราะคุณแม่มีความรู้น้อยเนื่องจากจบแค่ชั้นป.4 แต่ที่ถือเป็นจุดหักเหทั้งหลายทั้งปวงก็คือคุณพ่อ “เริ่มต้นเลยคุณพ่อเป็นคนเลี้ยงดูรับภาระค่าใช้จ่ายในบ้านทั้งหมด จนเมื่อผมอายุได้ 5 ขวบ ด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนเจ้าชู้ จึงมักมีเรื่องระหองระแหงกันประจำระหว่างคุณพ่อกับคุณแม่ จนวันหนึ่งตอนผมอายุ 6 ขวบก็เห็นท่านทั้งสองทะเลาะกัน เพราะกลับมาถึงบ้าน

เห็นข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อน จึงได้ถามพ่อว่าแม่ร้องไห้ทำไม ตอนนั้นด้วยความที่พ่อกำลังอารมณ์เดือดก็เลยตบผม จึงทำให้กลายเป็นเรื่องลุกลามใหญ่โตนำไปสู่ครอบครัวแตกแยกในเวลาต่อมา เพราะพ่อพาลูกคนเล็กคือน้องสาวผมไปคนเดียว แม่เลยต้องรับภาระในการเลี้ยงดูลูกๆ ทั้ง 4 คน จากเดิมที่เป็น

แม่บ้านก็ต้องแบกรับภาระคนเดียว”

นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของคนตระกูล “จุลเพ็ญ” ที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงว่าจากชีวิตของคนที่เคยทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน ต้องมาแบกรับภาระอันหนักอึ้งในการเลี้ยงดูลูกๆ ถึง 4 คน แถมความรู้ก็เพียงแค่ ป.4 จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายกับการจะต้องฟูมฟักเลี้ยงดูลูกๆ ให้เติบโตและได้รับการศึกษา ถึงตรงนี้ ดร.กุลชาติยังได้เล่าต่อถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตว่าแรกเริ่มเดิมทีมีคนแนะนำให้คุณแม่ไปเป็นคนตรวจตั๋ว แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลกทำให้รายได้ไม่พอกับรายจ่ายที่จะต้องดูลูกๆถึง 4 คนแถมคุณแม่ยังไม่ค่อยมีเวลาดูแลลูกๆ อีก เสาหลักในครอบครัวจึงต้องพลิกชีวิตตัวเองอีกครั้งด้วยการลองไปทำงานที่ร้านอาหารจุดแวะพักของรถทัวร์ที่ อ.ทับสะแก ชีวิตในช่วงนี้ก็ยังคงต้องพบกับวิกฤติอีกครั้ง

พอแม่ไปทำงานที่ทับสะแกทำให้ไม่สามารถเดินทางไปกลับได้ จึงฝากฝังให้พี่สาวช่วยดูแลน้องด้วย ทุกสิ้นเดือนแม่จะฝาก

เงินโดยให้ไปรอรับกับคนขับรถเมล์ พี่สาวจะเป็นคนไปรับแล้วเขียนจดหมายถึงแม่ ส่วนแม่ก็จะเขียนจดหมายใส่ซองมาพร้อมเงิน ตอนนั้นด้วยเงินที่ไม่พอเพราะพ่อผมพอเลิกกับแม่ก็ไม่ค่อยขับรถทำให้เราต้องไปหาบ้านเช่าใหม่ซึ่งเป็นโกดังที่เขาใช้เป็นที่เก็บพวกอะไหล่รถ พวกผมอยู่ก็เหมือนให้เราเฝ้าไปด้วย

ที่นี่พออยู่ได้ 6 เดือน พี่สาวพี่ชายก็ออกจากบ้านก็เหลือผมกับพี่สาวอยู่กัน 2 คน ช่วงนั้นทั้งพี่สาวและผมก็ต้องไปเรียนด้วย ตอนนั้นผมเรียนอยู่ชั้นป.2 ก็ต้องมีกิจกรรมหรือต้องซื้อเสื้อผ้าของใช้ สุดท้ายเงินก็หมดก่อนสิ้นเดือน ผมก็ร้องขอข้าวกินจากพี่สาว แต่ด้วยความพี่เขาไม่มีเงินเพราะแม่ยังไม่ส่งมาให้ ผมเลยต้องอดข้าวอยู่ 2-3 วัน จนพี่สาวตัดสินใจพาผมเดินไปเก็บผักบุ้งริมทาง เด็ดยอดมาผัดกับน้ำเปล่ากินประทังชีวิตกันไปก่อน

ถึงบรรทัดนี้เชื่อว่าหลายคนอาจจะคิดเหมือนกันกับเราว่า

ชีวิตของเด็กชายกุลชาติเขาเป็นยิ่งกว่าในนิยายเสียอีก โดยเฉพาะบนความยากจนแร้นแค้นจะมีใครได้สัมผัสและถ่ายทอดความเจ็บปวดได้เหมือนเขาอีก “ผมกินผักบุ้งผัดด้วยน้ำเปล่าไม่มีชูรส ไม่มีเกลือหรือน้ำปลา แถมใช้ไม้ฟืน จึงทำให้ผักสุกๆ ดิบๆ ประมาณ 2 วัน ปรากฏว่าร่างกายมันต่อต้านเพราะกินแต่ผัก ร่างกายมันไม่ยอมรับเลยอาเจียนออกมา สุดท้ายพี่สาวจึงตัดสินใจชวนผมไปข้างบ้านเพื่อไปขอข้าวเขากิน จนตอนหลังพอหิวข้าวขึ้นมาผมก็ไม่กลับไปหาพี่สาวแล้วแต่จะไปขอข้าวเขากินเองเลย”

“ตอนนั้นด้วยความที่พ่อกำลังอารมณ์เดือดก็เลยตบผมจึงทำให้กลายเป็นเรื่องลุกลามใหญ่โต นำไปสู่ครอบครัวแตกแยกในเวลาต่อมา”

แสดงความคิดเห็น