ถอดสูตรคิดนอกกรอบอธิการบดีมทร. ธัญบุรี รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ จากจุดเล็กใน ‘ครอบครัว’ สู่ผู้นำองค์กร (2)

Binder1_Page_01-678x1024

ผ่านไปแล้วหนึ่งตอนกับเรื่องราวของท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ที่ชื่อ รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ กับการคิดนอกกรอบที่เชื่อว่าหลายๆ คนอาจจะคาดไม่ถึงหรืออาจจะมองว่าเป็นแนวคิดที่ไร้สาระสาหรับ การจัดตั้ง “ชมรมพระเครื่องมทร.” แต่เมื่อได้ยินได้ฟังการแจกแจงถึงเหตุและผลที่มุ่งเน้นในเรื่องของการเสริมสร้างคุณธรรมจากการใช้แนวคิดวิถีพุทธสู่การสร้างบุคลากรทั้งในส่วนของครูบาอาจารย์ไปจนกระทั่งนักศึกษา ก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาจริงๆ

ฉบับนี้เรากลับมาจับเข่าคุยกันต่อกับท่านอธิการบดีผู้ที่รักและหลงใหลในเรื่องของวัตถุมงคลเป็นชีวิตและจิตใจ เชื่อว่าหลายๆ คนยังมีประเด็นข้อสงสัยอีกมากมาย โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับครอบครัวของท่านอธิการบดีผู้นี้ที่มีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมให้เขาก้าวมาถึง ณ จุดนี้ได้อย่างสง่างาม

“ตั้งแต่ผมลืมตามาเท่าที่จำความได้ตั้งแต่เล็ก ผมเห็นตากับยายตักบาตรจนกระทั่งท่านเสียชีวิตนะ ท่านตักทุกวัน แล้วตอนเด็กๆ ก็มีโอกาสได้ไปที่บ้านนอกบ้านปู่หรือตายายก็มีโอกาสได้ไปตักบาตร นอกจากนี้ ในวันธรรมดาที่อยู่กับครอบครัวก็มาตักบาตรกับคุณแม่ ก็รู้สึกว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันเป็นบุญเป็นกุศล ผมคิดว่ามันส่งเสริมให้ผมประสบความสำเร็จรวมถึงลูกๆ ในครอบครัว ที่เรามีความสำเร็จในทุกวันนี้ก็อาจเป็นบุญกุศลที่คุณพ่อคุณแม่ผมได้ทำไว้ แล้วคำสั่งสอนทั้งหลายเหล่านี้ผมก็ยังจดจำมาจนถึงทุกวันนี้”

ลูก ถ้าวันไหนลูกมีโอกาสได้ทำบุญตักบาตรเจอพระสักองค์สององค์ก็ตัก แต่ถ้าวันไหนไม่มีก็ให้ใช้การไปซื้อข้าวซื้อของแจกคนที่เขาด้อยกว่า ผมเองบางทีไม่ได้เจอพระ ออกไปทุกเช้าบางทีไม่ทันตักบาตรก็จะซื้อข้าวซื้อของมาให้กับรปภ.บ้าง มาให้กับพนักงานบ้างทุกเช้า ก็ยังจำคำที่แม่สอนไว้ว่า “ไม่ได้ตักบาตรก็ตักบาตรคนเป็นก็ได้” ก็จะซื้อฝากรปภ.เกือบทุกเช้าถ้ามีโอกาสได้ไป ก็เป็นสิ่งที่ผมว่าจะเป็นอุบายหรืออะไรก็สุดแท้ แต่มันทำให้ผมมีจิตใจที่เอื้ออาทรกับคนรอบข้าง บางคนหาว่าผมใจดีเกินไป ก็เรามีความรู้สึกว่าอยากจะช่วยเหลือคน การที่เราเป็นคนที่ทำบุญหรือเห็นคนไปร่วมทำบุญมากๆ มันก็ทำให้เรามีจิตใจที่เอื้ออาทร แค่ประเด็นเรื่องของการทำบุญเชื่อว่าคงทำให้ใครต่อใครร้องอ๋อและรับรู้ได้ในทันทีถึงบุคลิกภาพของความมีเมตตาทั้งจากใบหน้าและอารมณ์ของท่านอธิการบดี โดยเฉพาะใครที่มีโอกาสได้ร่วมพูดคุยหรือสนทนาด้วยจะพบเห็นสีหน้าและแววตาแห่งความอ่อนโยนที่มาควบคู่กับรอยยิ้ม

แต่ถึงกระนั้นท่านอธิการบดียังไม่วายที่จะวกกลับมาคุยต่อในเรื่องของแนวคิดตั้งชมรมพระเครื่อง มทร. โดยได้ย้ำอีกครั้งว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ครูบาอาจารย์มีจิตใจที่เมตตามากขึ้น “คนที่จะเป็นครูต้องมีจิตใจที่เป็นสาธารณะ ถ้าเราบอกครูจะต้องมีจิตใจสาธารณะยังไงมันก็คงไม่ได้ แต่ผมว่าถ้าคนหันมาเข้าใจในหลักพระพุทธศาสนากันมากขึ้น มาสะสมมาศึกษาเรื่องของธรรมะหรือเรื่องราวของพุทธประวัติ ที่เขาเรียกว่าสัมผัสเข้าถึงดวงใจ บางทีความซาบซึ้งก็ไปเกิดเป็นความเมตตามีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานตลอดจนนักเรียน นักศึกษา ผมถึงว่าในครอบครัวผมถือว่าโชคดีเราเป็นผู้ให้ เราเห็นพ่อแม่เราทำบุญเป็นผู้ให้ ให้โอกาส ได้เห็นในครอบครัวเป็นอย่างนี้หมดรวมถึงภรรยาผม”

ที่ลึกไปกว่านั้นลูกผมสามคน มีบุคลิกที่เข้าวัดแล้วก็เป็นผู้ให้ด้วย เขากลัวบาป เวลาที่เขากลัวบาปเขาก็ไม่กล้าที่จะไป เวลาเราอบรมสั่งสอนลูกก็จะใช้ในสิ่งที่เราพูดคุยกัน บอกแค่นี้ก็รู้เรื่องแล้วไม่จำเป็นต้องไปตีไม่ต้องไปอะไรเขา ผมยังคิด เสมอว่าผมนับครั้งได้ที่ตีลูกทั้งสามคน เรียกว่าตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยตีเพราะเราได้ทำในสิ่งที่กล่าวมาทำให้เป็นคนมีเมตตากัน อย่างลูกชายคนโต คนเล็กเริ่มมีการเก็บสะสมพระเครื่องแล้วเหมือนกัน สนใจรุ่นนั้น รุ่นนี้ อย่างเวลาไปวัดมีโอกาสไปทอดกฐิน ซึ่งผมเป็นประธานมาทุกปีจนถึงเวลานี้ก็นับเป็นสิบปีแล้ว วัดเล็กวัดน้อยเราก็ทำ ผมว่าวันนี้ครอบครัวได้อานิสงส์จากบุญนะครับ แล้วยังได้อานิสงส์จากการซึมซับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งผมว่าครอบครัวผมเป็นครอบครัวที่โชคดี ลูกๆ ก็มีความสุข

กำลังเข้มข้นสำหรับบทสนทนาที่ท่านอธิการบดี มทร.ธัญบุรีได้กรุณาถ่ายทอดเรื่องราวให้เราได้ฟัง เชื่อว่าหลายๆ คนอาจจะไม่เคยได้ยิน ได้ฟังที่ไหนกันมาก่อน อดใจไว้รออีกนิดมาตามกันต่อในตอนที่ 3 รับประกันว่ามีสาระที่น่าสนใจ ส่วนใครจะนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตของตนเองหรือครอบครัวไม่สงวนสิทธิ์ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า

แสดงความคิดเห็น