หนา ปิง อี้ คนจีน หัวใจไทย

pro_3734

“ประเทศไทยกับประเทศจีนมีการติดต่อสัมพันธ์กันมายาวนาน และในผืนแผ่นดินไทยยังมีชาวจีนเข้ามาอาศัยตั้งถิ่นฐานทำมาหากินจำนวนมาก ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทย ก้าวแรกของการมาเยือนเมืองไทย ดิฉันสัมผัสได้ถึงความรักที่คนไทยมีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพราะไม่ว่าจะมองไปทางใดก็เห็นพระบรมฉายาลักษณ์อยู่ทั่วทุกทิศ เมื่อได้ใช้ชีวิตในเมืองไทยในฐานะของนักศึกษาแลกเปลี่ยนยิ่งทำให้รู้สึกผูกพัน รวมทั้งเข้าใจถึงวิถีชีวิตที่ดีงาม และซาบซึ้งในความศรัทธาสถาบันพระมหากษัตริย์ของคนไทย จึงเกิดคำถามว่า ทำไมคนไทยจึงรักในหลวง

 

แม้ในภาวะที่สังคมไทยมีความแตกต่างทางด้านอุดมการณ์ทางการเมือง แต่เมื่อถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาฯ คนไทยต่างก็พร้อมใจกันถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จากทั่วสารทิศ แม้กระทั่งการเข้าเฝ้าฯ หรือลงนามถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริราชซึ่งเป็นที่ประทับรักษาพระองค์เพื่อแสดงความจงรักภักดีก็สร้างความปลื้มปีติเป็นล้นพ้นแก่พสกนิกรไทย”

หนึ่งในน้ำเสียงการกล่าวสุนทรพจน์ ที่ถูกเปล่งออกมาจากปากของนักศึกษาชาวจีน หนา ปิง อี้ หรือ ในชื่อไทยว่า “ขวัญหล้า” นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ถูกใจคณะกรรมการคว้ารางวัลชนะเลิศ การประกวดสุนทรพจน์ภาษาไทย ประจำปี 2556 จัดโดยสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย – ญี่ปุ่น)

หนา ปิง อี้ เล่าว่า ปัจจุบันศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะศิลปศาสตร์ มทร.ธัญบุรี จุดเริ่มต้นของการมาใช้ชีวิตนักศึกษาในประเทศไทย เนื่องจากเรียนเอกภาษาไทย อยู่ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาและเทคโนโลยีสิบสองปันนา โดยทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้ทำความร่วมมือกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาและเทคโนโลยีสิบสองปันนา จึงมีโอกาสมาเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนอยู่ที่เมืองไทย 8 เดือน ประทับใจเมืองไทย ประทับใจเพื่อนๆ หลังจากที่เรียนจบในระดับ ปวช. วิทยาลัยมีทุนให้มาเรียนที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี จึงตัดสินใจมาเรียนในระดับปริญญาตรีที่เมืองไทย เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เรียนรู้ชีวิตคนไทย

แนวคิดสุนทรพจน์ที่พูดในการประกวด ออกมาจากใจจริง เนื่องจาก “หนูรักในหลวง” ได้เห็นพระองค์ท่านในข่าวพระราชสำนัก พระองค์ท่านทรงเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตในแก่พสกนิกรชาวไทย ยกตัวอย่างในเรื่องของ เศรษฐกิจพอเพียง ที่สามารถนำมาใช้ได้จริง และที่แปลกใจมากที่สุด “ทุกบ้านของคนไทย จะมีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง” ทำให้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน พระองค์ท่าน คือ ที่ยึดเหนี่ยวของประชาชนทั้งประเทศ คนไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มีความผูกพัน ครั้งหนึ่งตนเองได้มีโอกาสได้เข้าร่วมพิธีถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ครบรอบ 60 พรรษา ภาพบรรยากาศในวันนั้น ยังตราตรึงอยู่ในหัวใจของตนเอง นอกจากนี้พระบรมวงศานุวงศ์ของพระองค์ท่าน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จไปประเทศจีน สร้างความสัมพันระหว่างประเทศ รู้สึกซาบซึ้งจึงได้กลั่นออกมาเป็นสุนทรพจน์

เริ่มเรียนภาษาไทยจริงจังตอนอายุ 18 ปี โดยเริ่มเรียนจากการดูหนังไทย ละคร จำได้หนังเรื่องแรกที่ดู คือ เปิงมาร ในหนังแสดงถึงวัฒนธรรมไทยสวยงาม ทำให้ตนเองสนใจ อยากรู้ว่าคนไทยใช้ชีวิตอย่างไร หลังจากนั้นเริ่มฟังเพลง เพลงของบี้ เดอะสตาร์ แต่นักร้องที่ชอบมากที่สุด คือ พี่เสกโลโซ ลักษณะของภาษาไทย คล้ายภาษาไทยรื้อ ของสิบสองปันนา มณฑลยูนาน ทางใต้ของจีน ติดกับประเทศลาว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการออกเสียง วัฒนธรรม ที่คล้ายๆ กัน หัดพูดภาษาไทยโดยเริ่มจากตัวอักษร ก – ฮ มีอาจารย์จากประเทศไทยไปสอนที่วิทยาลัย 8 เดือนที่ได้มาแลกเปลี่ยนที่ประเทศไทย ทำให้เข้าใจภาษาไทยมากขึ้น สามารถ พูด อ่าน ฟัง แต่ไม่ถนัดเขียน จนสามารถสื่อสารกับคนไทยได้ “หางเสียง คะ ครับ คือ เสน่ห์ของภาษาไทยที่ตนเองชอบ การพูดระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ เจอกันสวัสดีและมีการยกมือไหว้ ท่าทางของวัฒนธรรมที่สวยงาม รอยยิ้มและน้ำใจของคนไทย เป็นสิ่งที่ทำให้รักเมืองไทย”

อีกไม่กี่เดือนจะสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี เมื่อเรียนจบอยากจะอยู่ประเทศไทยต่อไป จะทำงานเป็น “คุณครูสอนภาษาจีน” เพราะว่า ทุกวันเสาร์และอาทิตย์เป็นคุณครูสอนพิเศษภาษาจีน อยู่ที่สถาบันมูหลาง สอนบุคคลทั่วไป ส่วนวันพุธและวันพฤหัสบดี สอนภาษาจีนนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 อยู่ที่ โรงเรียนนภสร “อยากให้คนไทยพูด ฟัง อ่าน เขียน ภาษาจีนได้” จึงอยากจะถ่ายทอดความรู้ให้กับทุกคน จึงเลือกอาชีพครู ทำงานที่นี่ต่อไป ต้องขอบคุณอาจารย์โสภณ สาทรสัมฤทธิ์ผล และอาจารย์อรัญญา ศรีจารย์ ที่ให้โอกาสและฝึกซ้อมและสอนเทคนิคในการพูดสุนทรพจน์

กว่า 5 ปี ที่อยู่เมืองไทย ได้เรียนรู้ชีวิตของคนไทย “รักในหลวงและรักเมืองไทย” เหมือนกับที่ถ่ายทอดลงไปในสุนทรพจน์ ทุกสิ่งที่พูดออกมา ออกมาจากใจ “อยากให้คนไทยเรียนภาษาจีน เรียนรู้วัฒนธรรมของจีนบ้าง เหมือนกับที่ตนเองเรียนภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย” จะได้มีภาษาที่สองและภาษาที่สามติดตัว เช่นเดียวกับตนเอง เรียนภาษาไทย เรียนรู้การดำเนินชีวิต เรียนรู้วัฒนธรรมไทย ทำให้หลงรักเมืองไทย หนา ปิง อี้ กล่าวทิ้งท้าย

ชลธิชา ศรีอุบล กองประชาสัมพันธ์ มทร.ธัญบุรี 02-549-4994

แสดงความคิดเห็น