สัมภาษณ์: ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ ชูธง’ธัญบุรี’มหาลัยแห่งความสุข

rmutt_news_2013-10-17_03

เมื่อพูดถึงกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ชื่อ “มทร.ธัญบุรี” ดูจะโดดเด่นขึ้นมาในลำดับต้นๆ ในฐานะต้นแบบของมหาวิทยาลัยที่หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน

สามารถปรับตัวในยุคการแข่งขันทางการศึกษาได้เป็นอย่างดี โดยมีคณะ/สาขาวิชา ที่ได้รับความนิยมจากนักเรียนและผู้ปกครองอย่างมาก อาทิ คณะแพทย์แผนไทย คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน เป็นต้น

ในโอกาสที่ มทร.ธัญบุรี ผลัดใบ โดยเปลี่ยนอธิการบดีจาก รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ ที่รั้งตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี 2548 ที่ “ธัญบุรี” ยกสถานะขึ้นเป็น “มหาวิทยาลัย” จวบจนถึงปัจจุบัน เพิ่งจะเปลี่ยน อธิการบดี มาเป็น รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐเมื่อเดือนสิงหาคม 2556 เป็นครั้งแรก

“มติชน” จึงถือโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ รศ.ดร.ประเสริฐ ในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งอธิการบดี มทร.ธัญบุรี คนใหม่ถึงแนวนโยบายและทิศทางในการจัดการศึกษา

รศ.ดร.ประเสริฐเป็นศิษย์เก่าราชมงคล จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ครุศาสตร์อุตสาหกรรม สาขาไฟฟ้ากำลัง วิทยาเขตเทเวศร์ ระดับปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า และควบคุม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และปริญญาเอกจาก University of Northern Philippines โดยเริ่มรับราชการครั้งแรกในปี 2528 เป็นอาจารย์ประจำ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลภาคใต้สงขลา

ผ่านงานในกลุ่มสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล มาตั้งแต่ผู้อำนวยการวิทยาเขตศาลายา สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล รักษาการผู้อำนวยการกองแผนงาน สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล รักษาการรองอธิการบดี มทร.รัตนโกสินทร์ ผู้ช่วยอธิการบดี มทร.ธัญบุรี รองอธิการบดี มทร.ธัญบุรี กระทั่งขึ้นสู่ตำแหน่งอธิการบดี มทร.ธัญบุรี ในปี 2556

รู้สึกอย่างไรที่ศิษย์เก่าราชมงคล ได้ขึ้นเป็นอธิการบดี?

ผมถือว่าเป็นดีเอ็นเอเลือดราชมงคลเลยตั้งแต่เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่เทคนิคกรุงเทพ และมาเรียนปริญญาตรีที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทเวศร์ในขณะนั้น โดยเป็นนักเรียนทุนปริญญาตรี ปริญญาโท และทำงานที่ราชมงคลตั้งแต่ต้น ทำให้รู้ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของราชมงคล และวันนี่ที่มาเป็นอธิการบดี ก็เพราะความเป็นศิษย์เก่า จึงมีความภาคภูมิใจ ฉะนั้นจึงอยากเป็นตัวอย่างของศิษย์เก่าราชมงคลที่ดี

นโยบายเร่งด่วน ที่จะต้องผลักดัน?

สิ่งแรกเลยคือ การพัฒนาบุคลากรในสายสอนที่จบปริญญาเอกมา แต่ยังไม่มีประสบการณ์ในด้านอุตสาหกรรม จะให้ไปฝังตัวในภาคอุตสาหกรรมช่วงปิดภาคเรียนประมาณ 15-30 วัน เพื่อจะได้เห็นและทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม และจะได้นำโจทย์มาวิจัยได้ อีกทั้งอาจารย์เหล่านี้จะได้ประสบการณ์ตรงนำมาสอนเด็กได้ ไม่ใช่สอนจากทฤษฎีเพียงอย่างเดียว ซึ่งตั้งเป้าอาจารย์ในส่วนนี้ประมาณ 300 คน ส่วนที่ 2 จะให้อาจารย์ที่มีศักยภาพด้านการวิจัยไปฝังตัวกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ที่มุ่งเน้นการวิจัยเฉพาะทาง เช่น ด้านพลังงาน อาหาร การเกษตร ให้ไปที่ญี่ปุ่นเป็นเวลา 1 ปี โดยทางมหาวิทยาลัยจะออกทุนและค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ขณะนี้เรามีอาจารย์ที่จบปริญญาเอกประมาณ 400 คน จากจำนวนอาจารย์ทั้งหมดกว่า 900 คน คาดหวังว่าจะคัดอาจารย์กลุ่มนี้มาประมาณ 10-15 คน เพื่อให้ทุนก่อน

ต้องปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนอย่างไร หรือไม่?

จากนี้ไป หลักสูตรจะปรับเปลี่ยนโดยการเพิ่มชั่วโมงการปฏิบัติเป็น 65% ทฤษฎี 35% และจะรับงานนอกมาให้นักศึกษาทำ ส่วนห้องทดลอง ห้องปฏิบัติการต่างๆ ให้นักศึกษาได้เข้ามาใช้ได้ตลอดทั้งวัน ไม่ใช่ให้ใช้เฉพาะชั่วโมงเรียนเท่านั้น หากนักศึกษาต้องการจะทำกิจกรรมเช่น การเขียนวงจร อยากเขียนภาพ อยากร้องเพลง ก็มาใช้ห้องเหล่านี้ได้ เป็นต้น นอกจากนี้จะให้แต่ละอาคารจัดห้องประชุมขนาด 10-12 คน ไว้ให้นักศึกษาได้เข้ามาใช้ได้ นอกจากนี้จะจัดอบรมอาจารย์ใหม่ว่าการเรียนการสอนต่อไปจะต้องมุ่งเน้นการสอนให้น้อย แต่ควรมุ่งให้นักศึกษาได้ศึกษาจากนอกห้องเรียนให้มาก ไม่ใช่ให้อาจารย์เป็นผู้บอกจดเพียงอย่างเดียว เพราะการเรียนสายวิทยาศาสตร์ สายอาชีพ จะต้องมีทั้งประสบการณ์ผู้สอน งานวิจัย ประสบการณ์ภาคอุตสาหกรรม จึงอยากจะเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนใหม่

ทั้งนี้คาดหวังว่า นักศึกษาที่จบจะต้องตอบโจทย์อัตลักษณ์ของ มทร.ธัญบุรี ที่เป็นบัณฑิตนักปฏิบัติ หรือเป็นวิศวกร หรือบัณฑิตที่มือเปื้อน ซึ่งเด็กทุกคนที่จบสาขาไหนต้องทำงานได้ มีทักษะการเรียนรู้และใช้เทคโนโลยีต่างๆ โดยสิ่งที่สำคัญที่สุด เด็กที่อยู่กับเราในหลักสูตรจะมีการบันทึกกิจกรรมต่างๆ ที่ทำไว้ในใบแสดงผลการเรียนด้วยเช่น ผลงานแข่งขันทางวิชาการ การทำกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งให้สถานประกอบการได้เลือกเด็กเข้าไปทำงาน โดยเด็กทุกคนที่จบจากที่นี่จะต้องผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย และคาดหวังให้เด็กที่จบไปมีความเป็นผู้นำ และเป็นเถ้าแก่น้อย มีกิจการของตนเอง

รับมือกับประชาคมอาเซียน ในปี 2558 อย่างไร?

โชคดีที่อธิการบดีคนก่อน ได้ปูรากฐานความร่วมมือในประเทศอาเซียนเอาไว้ โดยเฉพาะอาเซียนบวกสามที่มีประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศในยุโรป สหรัฐอเมริกา แต่ใน 4 ปีที่ผมดำรงตำแหน่งจากนี้จะยกระดับโดยเริ่มให้มีนักศึกษาแลกเปลี่ยนจาก จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม เข้ามาเรียนและจะส่งนักศึกษาของเราไปฝึกงานในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน โดยจะมีการจัดกองทุนนักศึกษา เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาในเรื่องค่าเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ให้เป็นภาระของเด็ก ซึ่งจะมีการคัดเลือกเด็กที่จะไปแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ เพื่อให้นักศึกษามีทักษะความเป็นอยู่ต่างภาษา ต่างสังคม เราอยากเห็นเด็ก มทร.ธัญบุรี จบแล้วไม่ใช่แค่ทำงานในประเทศ แต่สามารถไปทำงานกลุ่มประเทศอาเซียน หรือทำงานที่ไหนก็ได้ในโลกใบนี้ โดยตั้งเป้าให้เด็กประมาณ 10% จากทั้งหมดประมาณ 23,000 คน ได้ไปฝึกงานต่างประเทศ

ส่วนการเตรียมพร้อมด้านภาษาอังกฤษในภาคเรียนหน้า ได้มีการซื้อซอฟต์แวร์การเรียนภาษาอังกฤษประมาณ 10 ล้านบาท มาให้นักศึกษาได้เรียนด้วยตนเอง ทางมหาวิทยาลัยจะให้รหัสแก่นักศึกษาทุกคนได้เข้าไปเรียน ฝึกฝนภาษาด้วยตัวเอง และจะให้อาจารย์มาคอยกำกับติดตามว่าได้เข้ามาใช้กี่ครั้ง นอกจากนี้ยังมีการจัดอบรมภาษาอังกฤษ ภาษาอาเซียนให้กับนักศึกษา อาจารย์ฟรี

บุคลากรอาจารย์มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน?

ตอนนี้เรามีอาจารย์ 900 กว่าคนส่วนใหญ่จบปริญญาโทและปริญญาเอกครึ่งหนึ่ง ส่วนระดับปริญญาตรีเหลือน้อยมากแล้ว ตั้งเป้าว่าต่อไปอาจารย์ 95% จะต้องจบปริญญาเอก ตอนนี้ก็ให้ทุนอาจารย์ระดับปริญญาโทไปเรียนต่อระดับปริญญาเอก ทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ส่วนอาจารย์ที่รับเข้ามาใหม่ประมาณ 200 คน จะรับแต่วุฒิปริญญาเอก และกำลังสนใจที่จะให้อาจารย์จากต่างประเทศที่เกษียณอายุราชการที่มีความรู้ ความสามารถเข้ามาเป็นอาจารย์สอนด้วย จะเน้นประเทศที่เก่งด้านเทคโนโลยี เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น เป็นต้น

จะปรับแผนรับนักศึกษาที่ปัจจุบันรับอยู่ที่ 6-7 พันคน หรือไม่?

ขณะนี้มีนักศึกษาทั้งหมด 23,000 คน ผมไม่ต้องการให้รับเพิ่มมากไปกว่านี้ เพราะวันนี้อัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษาอยู่ที่ 1:25 แต่อยากปรับอัตราส่วนเป็น 1:20 เพราะผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาจะดีกว่า จึงกำลังจะเปิดรับอาจารย์อีก 200 กว่าอัตราทุกสาขา ฉะนั้น จึงไม่ควรรับนักศึกษาเพิ่ม และหลักสูตรจากนี้ไปที่ล้าสมัยจะต้องยกเลิก แต่จะทำหลักสูตรที่มีความต้องการในอาเซียน จะมีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมด้วย ส่วนสายสังคมอาจจะต้องยุบไปโดยสัดส่วนของหลักสูตรสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะต้องอยู่ที่ประมาณ 90% และ 10% เป็นสายสังคม

จะปรับสัดส่วนการรับนักศึกษาระบบรับตรง แอดมิสชั่นส์กลาง และโควต้า หรือไม่?

สัดส่วนการรับนักศึกษาใน 3 ส่วนนี้เท่าๆ กันประมาณ 33% แต่ปีนี่การรับนักศึกษาผ่านระบบโควต้า จะแยกการรับอาจจะเพิ่มโควต้านักศึกษาด้านกิจกรรม และกีฬา เพราะอยากส่งเสริมด้านกีฬาด้วย อีกส่วนจะเน้นเด็กพิเศษที่เก่ง เช่น เก่งด้านหุ่นยนต์ หรือเด็กที่มีพื้นฐานที่เรียนมาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็จะให้เข้ามาเรียน รวมทั้งเด็กที่มีความสามารถเฉพาะทาง จะต้องรับมากขึ้น โดยจะขยายทุนเป็น 2,000 ทุน ซึ่งทุนการศึกษาที่ให้จะมีหลากหลาย ทั้งฟรีค่าเล่าเรียนทั้งหมด หรือบางส่วน

จะปรับการรับตรงตามนโยบายของนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อย่างไร?

เป็นเจตนาที่ดีของรัฐมนตรีว่าการ ศธ. แต่วันนี้อาจจะสายไป เพราะหลายมหาวิทยาลัยได้ขยับตัวรับนักศึกษาแล้ว แต่ในปีหน้าเราจะขยับตัวโดยรับตรงให้น้อยลง จะรับนักศึกษาผ่านระบบแอดมิสชั่นส์กลาง หรือระบบรวมศูนย์เพิ่มขึ้น ส่วนระบบโควต้ายังต้องดำเนินการไปตามปกติ เพราะเป็นการคัดเลือก และให้โอกาสแก่เด็กช้างเผือก ซึ่งปัจจุบันเด็กที่ผ่านการคัดเลือก จะมีคะแนนสูงมากในสาขาที่ตลาดต้องการ เช่น สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า เครื่องกล คอมพิวเตอร์ สาขาเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน ทำให้เป็นที่ต้องการมาก อาจจะต้องมีการรับนักศึกษาส่วนนี้เพิ่มมากขึ้นด้วย

จุดอ่อนของ มทร.ธัญบุรี ที่จะต้องเร่งปรับปรุง?

สิ่งที่เราจะต้องพัฒนาคือ ความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมมีน้อย อาจจะเพราะรัฐไม่ได้บังคับให้ภาคอุตสาหกรรม เข้ามาเชื่อมโยงหรือรับเด็กไปทำงานหรือฝึกงาน ดังนั้น คนที่เป็นอธิการบดีจะต้องหาเครือข่าย และผลักดันให้อาจารย์เข้าไปในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมกับมหาวิทยาลัยไม่ได้เข้าหากัน ดังนั้น จะต้องเพิ่มความร่วมมือด้วยการให้อาจารย์และนักศึกษาทำงานวิจัยที่รองรับภาคอุตสาหกรรม และที่สำคัญให้อาจารย์เข้าไปช่วยภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น เพื่อความเชื่อมั่นในมหาวิทยาลัย และจะทำให้ประเทศได้นวัตกรรมใหม่ โดยผมเชื่อว่าการจะพัฒนาประเทศไทยจะต้องมุ่งด้านการศึกษา และให้งานวิจัยของประเทศมุ่งการผลิตด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรม

หลายมหาวิทยาลัยมุ่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก ทิศทางของ มทร.ธัญบุรี เป็นอย่างไร?

วันนี้เราอยู่เฉยไม่ได้ เพราะเขามาจัดอันดับให้เรา และทำให้ต้องผลักดันตนเอง ทาง มทร.ธัญบุรี สนใจการจัดอันดับของหน่วยงานจัดอันดับต่างๆ ที่มีตัวชี้วัดต่างๆ ออกมาโดยจะต้องพัฒนาไปตามตัวชี่วัดเหล่านี้ เพราะบัณฑิตที่มีคุณภาพมหาวิทยาลัยต้องอยู่ในอันดับที่เหมาะสมด้วย ผมตั้งใจจะพัฒนาในส่วนนี้ต่อไป เพราะอย่างนักศึกษาในอาเซียนบวกสาม ที่จะเข้ามาเรียนกับมหาวิทยาลัย จะต้องดูอันดับโลกด้วยว่าเป็นอย่างไร โดยจะดึงนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนมากขึ้น โดยขณะนี้มีอยู่แล้วประมาณ 1,000 คน จากจีน กัมพูชา อินโดนีเซีย แต่คาดหวังว่าจะต้องเพิ่มเป็น 2,000 คน ตั้งแต่ระดับ ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ซึ่งตอนนี้มีหลักสูตรนานาชาติรองรับแล้วหลายคณะ และได้ให้นโยบายว่า จากนี้ไปทุกคณะต้องมีหลักสูตนานาชาติ

การผลักดันสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ หรือการออกนอกระบบ?

ตอนนี้มีความพร้อมแล้ว และคาดหวังว่าการออกนอกระบบจะเกิดขึ้นในปี 2559 แต่ขณะนี้การบริหารจัดการจะมุ่งเน้นผลงาน ผลลัพธ์ และจะผลักดันให้ทุกคณะ มีหน่วยงานในกำกับเพื่อมุ่งหารายได้ และผลลัพธ์ต่างๆ แต่สิ่งสุดท้ายการออกนอกระบบ จะต้องขึ้นอยู่กับประชาคมภายใน หากทุกคนเห็นว่าต้องออก ก็จะออกนอกระบบ แต่หากประชาคมยังไม่มีความพร้อม ยังไม่มีความเข้าใจ ก็อาจจะต้องให้อยู่ในระบบเดิม แต่จะบริหารบางหน่วยงานด้วยหน่วยงานในกำกับ แต่ถามว่าในอนาคตสุดท้ายแล้วก็ต้องออกนอกระบบ

ฝากอะไรถึงผู้ปกครอง นักศึกษา คณาจารย์?

ขอฝากถึงผู้ปกครอง นักเรียนว่า เราเป็นมหาวิทยาลัยของการเรียนรู้ ผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ และยังเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความสุข ตั้งแต่วันแรกที่ได้เข้ามาเรียน จะดูแลความปลอดภัยและความสุขของนักศึกษา ทั้งหอพัก รถรับส่งฟรี ความปลอดภัย การใช้ห้องสมุด มีอาหารราคาถูก มีน้ำดื่มสะอาดฟรีทุกตึก และจะเน้นอาจารย์ที่ปรึกษาดูแลน้องๆ ในเรื่องการเรียน ความประพฤติ การให้คำที่ปรึกษาแก่นักศึกษา

สุพัด ทีปะลา

แสดงความคิดเห็น