นาฏศิลป์ไทย เป็นมากกว่า รำ ร้อง เต้น จากใจจริง นศ.นาฏศิลป์ มทร.ธัญบุรี

rmutt_news_2013-10-16_08

“ความคิดจิตกอรปชอบศิลป์ธรรม นาฏกรรมนำอารยพาสุขสัย นาฏศิลป์คงสิ้นบนถิ่นไทย ผู้คิดไซร้ขาดซึ่งอารยธรรม” กลอนบทหนึ่งที่ถูกกลั้นกรองมาภายในใจของ นายมาโนช บุญทองเล็ก หัวหน้าภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี หลังจากที่ได้ทราบข่าวว่า สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่างหลักสูตรใหม่มีเพียง 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยมีการจัดวิชานาฏศิลป์เข้าอยู่ในกลุ่มสังคมและความเป็นมนุษย์เหมือนวิชาศิลปะ จนเป็นข่าวใหญ่ตามสื่อต่างๆ ว่าแต่นักศึกษาสาขาวิชานาฏศิลป์ไทย มทร.ธัญบุรี เขามีความคิดเห็นกับเหตุการณ์นี้ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร

นายมาโนช บุญทองเล็ก หัวหน้าภาควิชานาฏดุริยางคศิลป์ เล่าว่า ในการร่างหลักสูตรใหม่ของ สพฐ. ทำเพื่ออะไร เพื่อให้เกิดการพัฒนา ซึ่งในระดับประถมศึกษาได้มีการระบุไว้ชัดเจนว่า เพื่อพัฒนาทักษะ 4 ด้านของนักเรียน ได้แก่ อารมณ์ สังคม สติ ปัญญา ถ้าวิชานาฏศิลป์ถูกยุบไป หรือนำไปร่วมกับวิชาอื่นๆ มีผลกระทบอะไรออกมาบ้าง โดยจะมีการทดลองใช้ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ใหม่ในปี 2558 และจะมีการบังคับใช้ทั่วประเทศปี 2561 ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ซึ่งตนเองเป็นอีกหนึ่งคนที่มีความผูกพันทำสาขาวิชานี้ เรียนจากคุณครู จนกระทั่งมาเป็นคุณครูถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษา โดยนาฏศิลป์ อาจจะโดนมองว่า แค่เรียน รำ เต้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว “นาฏศิลป์เป็นรากเหง้าของวัฒนธรรมไทย” ฝากถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ควรที่จะพิจารณาถึงพื้นฐาน ที่เป็นเหตุและผล ประโยชน์แก่เยาวชนและชาติ

“เต้ย” นายไอลวิล กลิ่นสาโรจน์ นักศึกษาชั้นปีที่ 5 สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย เล่าว่า เมื่อได้ทราบตนเองไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาชีพที่ตนเองจะไปประกอบ แต่มองถึงว่านาฏศิลป์เป็นวัฒนธรรม มันคือรากเหง้า โดยเริ่มเข้าศึกษาที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ตอนมัธยมปลาย สาขาวิชานี้ให้อะไรหลายๆ อย่างกับตนเอง สิ่งหนึ่งที่ตนเองได้ “ขัดเกลาจิตใจ” สอนในเรื่องของมรรยาท การใช้ชีวิต ทุกวันนี้สิ่งดีๆ ในสังคมไทยจะเริ่มเสื่อมลง วัฒนธรรมเก่าๆ ไม่เป็นที่รู้จัก ถ้านาฏศิลป์หายไปจากการเรียนการสอน รับรองว่า วัฒนธรรมไทยจะต้องหายไปอย่างแน่นอน

“ต้นทุน” นายอภิวัฒน์ บุตตะชา นักศึกษาชั้นปีที่ 5 สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย เล่าว่า 11 ปี ที่ตนเองเรียนสายนาฏศิลป์ไทย ถูกสอนและปลูกฝังในความเป็นไทย บอกได้เลยว่า นาฏศิลป์ไทยเปลี่ยนแปลงตนเอง รู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง สอนในเรื่องของสมาธิ เพราะว่า ต้องมีสมาธิในการจำท่าและจังหวะของดนตรี ไม่เห็นด้วยกับที่จะลดกลุ่มสาระของวิชานาฏศิลป์ เพราะว่า “นาฏศิลป์คือสมบัติและวัฒนธรรมของไทย” และที่สำคัญตนเองมาเรียนสาขาวิชานี้ ต้องการจะเป็นคุณครูออกไปถ่ายทอดความรู้ให้กับเยาวชนที่จะโตขึ้นมาเป็นพลเมืองของประเทศไทย

“แคร์” นางสาวปวรกมล จ่ายแสง นักศึกษาชั้นปีที่ 5 สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย เล่าว่า คนที่ไม่ได้เรียนหรือมีความผูกพันกับนาฏศิลป์ไทย อาจจะมองว่า เป็นสาขาที่สอน รำ ร้อง เต้น นาฏศิลป์ทำให้ตนเองเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งตนเองถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เข้ามาเรียนนาฏศิลป์ เสริมบุคลิกภาพในกับตนเอง คุณครูจะสอนให้นั่งตัวตรง ถ้าวิชานาฏศิลป์จะถูกให้กลายเป็นเพียงวิชาที่เลือกเรียน รู้สึกเสียใจมาก วัฒนธรรมตะวันตกจะเข้ามาในสังคมไทยมากขึ้น วัฒนธรรมไทยที่สวยงามจะถูกลบเลือนไป “รำไทย” ความอ่อนช้อยของท่ารำ ที่ต่างชาติต่างชื่นชม

“ริน” นางสาวเพชรรัตน์ ปานเกิด นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย เล่าว่า ไม่เห็นด้วยเพราะว่า จะส่งผลกับการประกอบอาชีพในอนาคตของตนเอง สมมุติว่า ไม่มีโรงเรียนเปิดสอน อาจจะเปิดโรงเรียนสอนนาฏศิลป์ไทยเองก็ได้ มุมมองส่วนตัวมองว่าถ้าความเป็นไทยของเราเอง เรายังไม่รักษา ทำให้มันลดลง มันน้อยลง เชื่อเถอะว่าสักวันมันจะหายไป นาฏศิลป์ไทยคือเอกลักษณ์ วัฒนธรรมที่คู่ควรแก่ชาติไทย บอกด้วยความเป็นไทย “ภูมิใจทุกครั้งที่ได้แสดงความเป็นไทยเป็นเวที” ต่อหน้าทุกคน

ทุกเสียงสะท้อนที่ถ่ายทอดออกมา คือความผูกพันกับสาขาวิชานาฏศิลป์ไทย ซึ่งนักศึกษาทุกคนมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป นาฏศิลป์ไทย วัฒนธรรมไทยที่สืบทอดกันมาช้านาน ซึ่งบอกได้เลยว่า คือ รากเหง้าของความเป็นไทย เรื่องราวในอนาคตจะเกิดขึ้นอย่างไร ผู้ที่เกี่ยวข้องจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ต้องคอยติดตามกันต่อไป

ชลธิชา ศรีอุบล

กองประชาสัมพันธ์ มทร.ธัญบุรี 02-549-4994

แสดงความคิดเห็น