คอลัมน์ สกู๊ปหน้า 1: สังคมเปลี่ยนยิ่งสำคัญ ‘บ้านผู้สูงอายุ’ ไทยไม่ใส่ใจไม่ได้แล้ว

rmutt-news-2013-09-24_06

กระแส ‘สังคมผู้สูงอายุ” ในประเทศไทย กำลังเชี่ยวกรากขึ้นเรื่อย ๆ จากการที่อัตราส่วนประชากรของประเทศไทยนับวันจะมีในส่วนที่เป็นผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) มากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากมีความไม่พร้อมในด้านใด ๆ ในการ ‘รองรับ” สังคมผู้สูงอายุ ก็จะเป็นทั้งปัญหาในจุดนั้น ๆ และนำมาซึ่งปัญหาต่อเนื่อง…

ในที่นี้ก็หมายรวมถึง ‘บ้าน-ที่อยู่อาศัย”

ที่กับ “ผู้สูงอายุ” ต้อง ‘มีความเหมาะสม”

ทั้งนี้ ทางองค์การสหประชาชาติ ระบุไว้ว่า ประเทศใดมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปในสัดส่วนเกินร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ ถือว่าประเทศนั้นก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) เมื่อสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ

สำหรับประเทศไทย จากรายงานสำรวจประชากรปี 2550 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ประชากรสูงอายุในไทยมีประมาณ 7 ล้านคน หรือร้อยละ 11 ของประชากรทั้งประเทศราว 65.6 ล้านคน ซึ่งบ่งชี้ว่าประเทศไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว และคาดว่าในอีก 15-20 ปีไทยจะมีสัดส่วนประชากรสูงอายุเกือบร้อยละ 25 หรือเฉลี่ยแล้วในประชากร 4 คน จะเป็นผู้สูงอายุ 1 คน หรือไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์เกินเกณฑ์ด้วยซ้ำ

จากจุดนี้ ก็นำมาซึ่งการที่ประเทศไทยต้องเตรียมการเผชิญปัญหาหลาย ๆ ด้านพร้อม ๆ กัน ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนการจัดสรรด้านบริการ และหลักประกันต่าง ๆ มิฉะนั้นชะตากรรมของผู้สูงอายุไทยจะเป็นเรื่องน่ากังวลมาก ๆ ท่ามกลางการพึ่งพาบุตรหลานได้เหมือนในอดีต ที่นับวันจะยิ่งลดน้อยถอยลง

โฟกัสกันที่ประเด็น บ้านที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุ ที่ผ่านมามีการสำรวจพบว่า ร้อยละ 59 ของผู้สูงอายุอาศัยอยู่ในที่อยู่อาศัยโดยที่ไม่ได้อยู่ชั้นล่าง และกลุ่มผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ชั้นบนนั้น ร้อยละ 13.6 ไม่มีราวบันไดให้ยึดจับยามต้องขึ้นลง ทำให้เสี่ยงต่ออันตราย!! ขณะที่ในเรื่องของห้องส้วมก็มีการสำรวจพบว่า ผู้สูงอายุร้อยละ 75.2 หรือประมาณ 5.2 ล้านคน ยังต้องใช้ส้วมแบบนั่งยอง โดยส่วนใหญ่อยู่นอกเขตเทศบาล และยังพบว่า ร้อยละ 96.2 ของห้องส้วมห้องน้ำไม่มีการติดตั้งราวจับสำหรับไว้ยึดพยุงตัว ซึ่งนี่ก็มีความเสี่ยงต่ออันตรายเช่นกัน!!

ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ตลอดจนเอื้อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และในทางตรงกันข้าม การต้องอยู่อาศัยในที่อยู่อาศัยที่ไม่เหมาะสม ก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อตัวผู้สูงอายุ ต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ

แน่นอนว่า… กับผู้สูงอายุที่มีฐานะ ผู้สูงอายุที่มีบุตรหลานใส่ใจดูแล-มีความพร้อมในการดูแล ย่อมจะไม่มีปัญหาในการใช้ชีวิตมากนัก แต่กับผู้สูงอายุกลุ่มที่มีรายได้น้อย มีฐานะยากจน ผู้สูงอายุที่ต้องอยู่ตามลำพัง หรืออาจจะต้องแบกภาระดูแลหลานเหลนที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้ด้วย นี่ก็ย่อมจะมีปัญหา และการจะปรับเปลี่ยนให้ที่อยู่อาศัยมีความเหมาะสมกับตนเองที่สูงอายุแล้ว ก็ย่อมจะมิใช่เรื่องที่จะสามารถดำเนินการได้โดยง่าย

อย่างไรก็ตาม สำหรับในประเทศไทย ในปัจจุบันนี้ก็เริ่มมีองค์กรหน่วยงานที่มองเห็นประเด็นปัญหานี้แล้ว อย่างทางการเคหะแห่งชาติ ที่ปัจจุบันสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ครบรอบ 40 ปีของการสถาปนาในปี 2556 นี้ ตอนนี้ก็กำลังมีโครงการเกี่ยวกับ ‘บ้านผู้สูงอายุ”

ทางหน่วยงานนี้ได้สนับสนุนทุนวิจัย จนมีงานวิจัย “โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในสังคมไทย” โดยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และมีการนำผลการวิจัยไปต่อยอดดำเนินการกับผู้สูงอายุที่มีการทำการวิจัยพบว่ามีปัญหา นำมาซึ่งโครงการ ‘บ้านสบายเพื่อยายตา” ซึ่งเริ่มในปี 2554 จำนวน 12 หลัง ใน จ.เพชรบุรี และขยายอีก 8 หลัง ในปี 2555 รวมถึงทำที่ จ.เชียงใหม่ อีก 10 หลัง โดยหลักใหญ่ใจความคือ ปรับปรุงที่อยู่อาศัย ปรับปรุงสภาพเดิมให้เหมาะสมและปลอดภัยต่อผู้สูงอายุ และสร้างบ้านใหม่ในกรณีที่มีสภาพเกินกว่าจะปรับปรุงให้เหมาะสมได้

ทั้งนี้ ในปี 2556 ซึ่งเป็นโอกาสครบรอบ 40 ปีการเคหะฯ จะมีการต่อยอดโครงการนี้อีก 40 หลัง ด้วยงบประมาณ 4 ล้านบาท อยู่ใน จ.เชียงใหม่ 9 หลัง จ.ระยอง 11 หลัง จ.อำนาจเจริญ 12 หลัง จ.สงขลา 2 หลัง ที่เหลือจะเป็นการดำเนินการเพิ่มใน จ.เพชรบุรี โดยจะเป็นการดำเนินการร่วมกับภาคี อาทิ อบต. เทศบาล สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ทั้งด้านการสำรวจ ออกแบบก่อสร้าง รวมถึงงบประมาณ เพิ่มเติม โดยวางหลักเกณฑ์ เช่น เป็นบ้านผู้สูงอายุที่เข้าข่ายยากไร้ ที่อยู่คนเดียว หรืออยู่กับเด็ก รวมถึงครัวเรือนผู้พิการที่อยู่คนเดียว โดยตั้งงบประมาณดำเนินการไว้ที่หลังละไม่เกิน 100,000 บาท หากเกินกว่านี้ก็จะเพิ่มมาจากผู้สนับสนุน

“จะพยายามขยายเพิ่มเติม ปีนี้จะให้ได้เป็น 100 หลัง และจะแสวงหาความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเพื่อขยายโครงการ” …ประธานคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติ รศ.ดร.ชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ระบุไว้

‘บ้านผู้สูงอายุ” สังคมไทย ‘ต้องให้ความสำคัญ”

ช่วยได้ก็ต้องช่วยกัน.รับมือ ‘สังคมผู้สูงอายุ”.

 

แสดงความคิดเห็น