คอลัมน์ วิถีชีวิต: พลิกชีวิตคนเคย(เกือบ)ตาย’ดร.บุญยัง ปลั่งกลาง’เด็กบ้านนอก..จบเมืองนอก!!

rmutt_news-44

แม้จะเติบโตมาในครอบครัวชาวนาที่ยากจน ก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายว่าชีวิตจะต้องย่ำอยู่กับที่ แต่หากไม่เป็นคนที่ใฝ่รู้ ตั้งใจ และมีความมานะอดทนเป็นที่ตั้งแล้ว วันนี้เขาคนนี้ก็คงไม่ประสบความสำเร็จ จากการเป็นเด็กบ้านนอกเลี้ยงควาย กลายเป็นเรียนจบเมืองนอก จนเป็นอีกหนึ่งบุคคลตัวอย่างที่น่าสนใจอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้… เขาคนนี้คือ “ดร.บุญยัง ปลั่งกลาง” รองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

“ที่สำเร็จมาถึงวันนี้ได้ เพราะตั้งเป้าแล้วเดินไปตามฝัน ฝ่าฟันอุปสรรค เดินไปด้วยตัวเอง ผมอยากบอกเล่าประสบการณ์ให้รุ่นน้องและเด็กยุคใหม่ฟังเป็นกำลังใจ อาจเป็นประโยชน์บ้าง นี่เป็นจุดประสงค์หลักที่ตั้งใจไว้ ผมเป็นอาจารย์และจบปริญญาเอก คนไม่รู้ว่าผมลำบาก คิดว่าเป็นลูกคนรวย ก็เลยอยากบอกน้อง ๆ นักศึกษา และคนที่กำลังท้อแท้ว่า ทุกคนล้วนมีปัญหา ถ้าเราฝ่าฟัน ก็จะทำให้เราไปยังจุดที่ตั้งใจไว้ได้ โดยเฉพาะเด็กยุคใหม่ ที่ไม่ขยัน ทั้งที่มีอะไรพร้อมมากกว่าสมัยก่อนเยอะเลย ทั้งทุนการศึกษา ทั้งทุนกู้ยืม พ่อแม่ส่งเงินเดือนให้ใช้ ไม่ต้องดิ้นรนต่อสู้เหมือนผมที่ต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย แถมยังต้องช่วยงานพ่อแม่ที่บ้านด้วย กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เราต้องผ่านอะไรมามากมาย” …ดร.บุญยัง ปลั่งกลาง เปิดบทสนทนา

ก่อนจะย้อนฉากชีวิตจากลูกชาวนาจน ๆ อดีตเด็กเลี้ยงควาย ที่กลายมาเป็นดอกเตอร์ โดยเล่าว่า เรียนจบมัธยมต้นจากโรงเรียนหนองหลวงศึกษา เรียนจบปวช. ที่วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี เรียนจบปวส. ที่เทคโนฯโคราช และจบปริญญาตรีวิศวกรรมไฟฟ้า สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล (ทุนรัฐบาล) จบประกาศนียบัตรจากสถาบันเทคโนโลยีนอร์ทเทิร์นอัลเบอร์ด้า (NAIT) ประเทศแคนาดา (ทุนรัฐบาล) จบปริญญาโทวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยพาร์เดอร์บอร์น ประเทศเยอรมนี (ทุนรัฐบาลเยอรมนี, DAAD) และจบปริญญาเอกวิศวกรรมไฟฟ้า (ทุนกระทรวงพลังงาน และราชมงคล)

ครอบครัวแต่ดั้งแต่เดิมมีอาชีพเป็นชาวนาอยู่ที่สกลนคร ดร.บุญยังเป็นลูกคนที่สี่ของ นายบัว ปลั่งกลาง และนางน้อม ปลั่งกลาง มีพี่น้องชายหญิงร่วมท้องเดียวกันทั้งหมด 6 คน โดยคนแรกคือนางละมัย ปลั่งกลาง คนที่สองนางบุญไทย ปลั่งกลาง คนที่สามชื่อฉายยนต์ ปลั่งกลาง (เสียชีวิตแล้ว) คนที่ห้าชื่อ อชิระ ปลั่งกลาง และคนสุดท้องชื่อ วิภาค ปลั่งกลาง (เสียชีวิตแล้ว) สภาพครอบครัวลำบากมาก ตอน เด็ก ๆ ต้องเดินทางไปโรงเรียนวันละหลายกิโลเมตร

ยากจน แต่บุญยังคนนี้ก็เป็นเด็กที่มีผลการเรียนดี

“เนื่องจากสภาพครอบครัวลำบากมาก พี่สาวและพี่ชายจึงไม่ได้เรียนหนังสือ ส่วนตัวเองก็ไม่ใช่พ่อแม่ไม่ให้เรียนสูง ๆ แต่เพราะไม่มีเงินจะให้เรียนจริง ๆ แล้วก็พบว่าการทำนามีปัญหา เพราะอีสานฝนแล้ง ทำนาได้ปีละครั้ง เสร็จจากทำนาก็ไปขายแรงงานในกรุงเทพฯ ผมคิดเองว่าอย่างนี้ไม่ได้แล้ว เราต้องมีอาชีพเสริม จุดนี้จะเรียกว่าจุดประกายชีวิตผมก็ว่าได้ ผมก็ไปสมัครเรียนช่างไฟฟ้าที่วิทยาลัยเทคนิคอุดรฯ เพราะอยู่ใกล้บ้านมากที่สุด ตอนนั้นผมคิดง่าย ๆ ตามประสาเด็กว่า เมื่อเรียนจบก็กะจะไปซ่อมไฟฟ้าซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าหารายได้เลี้ยงตัวเอง คิดแค่อยากจะทำเป็นอาชีพเสริมหลังฤดูทำนา”

ดร.บุญยังเล่าต่อไปว่า นั่นนับเป็นครั้งแรกที่เดินทางออกจากบ้านมาพักในตัวเมือง ได้เงินจากแม่อาทิตย์ละ 50 บาท วันละ 10 บาทต้องอยู่ให้ได้ แต่ประหยัดยังไงก็ไม่พอ ก็เห็นพ่อแม่ทำงานหนักและลำบากกว่าจะได้เงินมา คิดว่าถ้าจะอยู่ให้ได้จะต้องทำงาน จึงไปสมัครทำงานร้านอาหาร เป็นเด็กเสิร์ฟ ล้างจาน ทำความสะอาด ได้เงินเดือนละ 600 บาท

“ผมทำงานตั้งแต่ 6 โมงเย็น ถึงเที่ยงคืน กว่าจะได้นอนก็ตี 1 ทุกวัน เจ้าของร้านเห็นผมขยันและตั้งใจทำงาน จึงให้พักที่ร้าน เลยไม่ต้องเสียค่าหอพัก ข้าวเช้าและข้าวเที่ยงไม่กิน มารวบกินตอนเย็นทีเดียว เก็บเศษอาหารเหลือของลูกค้ามาอุ่นกินก่อนนอน เพื่อจะได้มีแรงไปเรียนในตอนเช้า เป็นอย่างนี้อยู่ 3 ปี จนเรียนจบ ปวช. ได้เกรดสูงสุดในห้อง ทั้งที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย อาจารย์ที่ปรึกษาเรียกไปแนะนำ บอกให้เรียนต่อเทคโนฯ ตัวผมเองไม่คิดจะเรียนต่อ แค่ต้องการมีอาชีพเท่านั้น เลือกเรียนเทคโนฯโคราชเพราะมีงานทำด้วย”

นับเป็นความโชคดี พี่สาวจบ ม.6 มาทำงานโรงงานส่งเสียให้น้องชายเรียนอย่างเดียว ไม่ต้องทำงาน จนจบปวส. ซึ่งบุญยังคนนี้ก็ได้เกรดสูงสุดในรุ่นอีก จึงได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาตรีที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล คลอง 6 ได้รับเลือกเป็นนายกสโมสรนักศึกษา จบแล้วก็เป็นอาจารย์อยู่ที่นี่ แต่ก็มีฝันที่ต้องไล่ตามคือ เรียนปริญญาโทที่เมืองนอก แรก ๆ ก็สอบไม่ได้สักที การสอบชิงทุนมีปัญหาอยู่วิชาเดียวคือภาษาอังกฤษ จึงตัดสินใจไปกู้เงินมาเรียนภาษาอังกฤษและฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก จนต่อมาก็สอบเรียนต่อปริญญาโทที่เยอรมนีได้ นี่คือที่มาที่ไป คืออีกจุดเริ่มต้นของความตั้งใจ

“ด้วยจิตใจเด็ดเดี่ยวของลูกอีสานที่ต้องการเรียน ถึงจะเป็นที่ไหน จะต้องเรียนให้ได้ นี่คือปฏิญาณที่ตั้งไว้ แม้ว่าตอนนั้นผมไม่รู้เรื่องภาษาเยอรมัน และไม่รู้จักประเทศเยอรมนีเลย แต่เพราะเป้าหมายที่ต้องการที่จะเดินตามฝันที่ตัวเองวางเอาไว้ ต้องฮึดสู้ เดินไปข้างหน้า ที่เยอรมนีลำบากมากทั้งเรื่องภาษา อาหารการกิน ต้องปรับตัวอย่างมาก ผมเคยตายมาแล้ว เรียนมากเกินไป กินอาหารน้อยและไม่เป็นเวลา วันหนึ่งอ่านหนังสือหลับตื่นมาจะเข้าห้องน้ำ วูบ จำไม่ได้ว่าเกิดอะไร รู้สึกตัวก็เห็นเลือดไหลอาบหัว ฟาดโถส้วม ยังโชคดี ถ้าจมน้ำตายไปล่ะ นี่เป็นบทเรียนที่ผมจะไม่ลืมตลอดชีวิต ก็คิดว่าถ้าเราอยากเรียนให้จบ เราต้องไม่ตาย เราต้องมีชีวิตรอด”

จากนั้นก็ปฏิวัติตัวเองใหม่ เริ่มจากเรื่องเรียน ต้องเรียนให้เป็น ไม่เรียนแบบเอาเป็นเอาตาย นอกจากตั้งใจเรียนแล้วก็ต้องดูแลสุขภาพด้วย และเข้าสมาคมนักเรียนไทยในเยอรมนี ช่วยงานช่วยกิจกรรม ทำให้รู้จักนักเรียนไทยมากขึ้น

รองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เล่าอีกว่า ในอดีตช่วงที่ลำบากนั้น ไม่เคยท้อ เวลามีปัญหาก็จะไม่ค่อยพึ่งใคร เพราะถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา และคิดว่า คนที่ให้กำลังใจตัวเองได้ดีที่สุดก็คือตัวเอง หลังจากนั้นก็ขอทุนจากราชมงคลและกระทรวงพลังงานเรียนต่อปริญญาเอกอีก

“ตอนเรียนจบปริญญาเอก ผมดีใจมาก อยากจะตะโกนบอกว่าฉันทำได้ เป็นที่ภาคภูมิใจของครอบครัว ผมเป็นคนแรกของหมู่บ้าน และตำบล ที่เป็นดอกเตอร์ ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด การพนัน สิ่งผิดกฎหมาย ไม่เคยทำอะไรให้พ่อแม่ต้องเสียใจเลย เชื่อฟังคำสอนพ่อแม่ อาจเพราะเราเคยลำบากมาตลอดชีวิต ต่อให้มีปัญหาแค่ไหนเราก็สู้ไม่ถอย และไม่ท้อ

ความฝันจึงไม่ไกลเกินเอื้อม”.

‘เรื่องสั้น’ ดอกเตอร์ไฟฟ้า

เรียนจบเป็นดอก เตอร์ด้านวิศวกรรมไฟฟ้า แต่ ดร.บุญยัง ปลั่งกลาง ก็มีความสามารถด้านการ “เขียนเรื่องสั้น” ด้วย หลายคนอาจสงสัยว่าไปยังไงมายังไงทำไมมายุ่งกับงานเขียนเรื่องสั้นได้ ซึ่ง ดร.บุญยังบอกว่า มีจุดเริ่มมาจากตอนเรียนอยู่ที่เยอรมนีตอนนั้นที่นั่นมีนักเรียนไทยน้อย เรียนก็หนัก และเหงา ที่นั่นจึงมีการออกวารสารชื่อ “เพื่อนไทย”

แต่ละคนก็เขียนมาลง ก็อยากจะเขียนเรื่องลงวารสารนี้บ้าง ด้วยการเล่าเรื่องของตัวเอง เป็นเรื่องสั้นให้กำลังใจ ก็มีคนติดตามไม่น้อย และบอกให้เขียนอีก ซึ่งก็นำเรื่องสั้นเหล่านี้มารวมเล่มพิมพ์แจกในงานศพพ่อ

“อยากบอกว่า ผมมาถึงจุดนี้ได้ ไม่มีอะไรที่เกินฝัน เป้าหมายในชีวิตของผมไม่ใช่สิ่งของ และเป้าหมายเดียวตอนนี้ คือสอนลูกศิษย์ให้จบปริญญาเอกให้ได้ ถ้ามีสักคนทำได้ ถือว่าผมประสบความสำเร็จ ส่วนฝันก็มีอีกฝันคือการเป็นศิลปินวาดภาพไปตามชนบท และเขียนนวนิยาย เรื่องสั้น ให้กำลังใจคน

ปั้นปลายชีวิต ผมทำแน่นอน”.

“…เราอยากเรียนให้จบ เราต้องไม่ตาย เราต้องมีชีวิตรอด…”

 

แสดงความคิดเห็น