สาวน้อย”จ้ะจ๋า”รองอันดับ 2 มิสวีลแชร์ไทยแลนด์

rmutt_news-51

จ้ะจ๋า-จิณจุฑา จุ่นวาที สาวน้อยวัย 18 ปี เฟรชี่ชั้นปีที่ 1 สาขาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ด้วยความน่ารักและช่างพูด ทำให้เธอเป็นที่รักของคนรอบข้าง แม้จะป่วยเป็นโรคกระดูกเปราะ และต้องนั่งวีลแชร์ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ แต่ความบกพร่องของร่างกายกลับไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเข้าสังคมของเธอเลย ที่สำคัญ เธอเป็นคนไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา และมักจะสร้างโอกาสที่ดีๆ ด้วยการดำเนินชีวิตบนโลกนี้อย่างมีความสุข

จ้ะจ๋า เล่าว่า เธออาศัยอยู่กับแม่บุญธรรม (ขนิษฐา เมือบศรี อาชีพหมอนวดแผนไทย) ซึ่งแม่บุญธรรมท่านนี้ได้ขอเธอมาเลี้ยงจากพ่อจริงๆ และแม่เลี้ยง เธอถูกสอนให้รู้จักสู้ชีวิต เวลาที่แม่ออกไปไหนมาไหน แม่จะพาไปด้วยตลอด พร้อมทั้งสอนให้คิดอยู่เสมอว่า ตัวเราก็เป็นคนปกติเหมือนคนทั่วๆ ไป

“ช่วงแรกเดินได้ โดยอาศัยไม้ค้ำในการเดิน แต่หลังจาก 10 ขวบ ต้องนั่งวีลแชร์ เพื่อความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต ชีวิตตนเองจึงต้องมีชีวิตบนวีลแชร์ เมื่อถึงวัยเรียนแม่พาไปสมัครเรียนที่ โรงเรียนศรีสังวาลย์ มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการ ในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โรงเรียนที่ให้โอกาสแก่คนพิการ การปรับตัวและการใช้ชีวิตในห้องเรียนจึงไม่ได้ลำบาก เพราะว่า เพื่อนในโรงเรียนเป็นเด็กพิการหมด ในโรงเรียนมีกิจกรรมให้ทำมากมาย กิจกรรมที่ชอบมากที่สุด คือดนตรีไทย ดนตรีไทยที่สามารถเล่น

ได้ คือ การตีขิม ดีดจะเข้ และที่ชอบที่สุดและถนัดคือ ระนาดเอก ทุกครั้งที่เล่นดนตรี ทำให้มีสมาธิ และทำให้เราใจเย็น”

หลังจากจบ ม.ต้น เธอได้เข้าศึกษาต่อ ม.ปลายที่โรงเรียนปากเกร็ด ซึ่งต้องเรียนกับเด็กปกติ จ้ะจ๋ายอมรับว่า ตอนเข้าเรียนใหม่ๆ ปรับตัวยากมาก

“2 อาทิตย์แรกไม่มีเพื่อนเลย ไปไหนมาไหนคนเดียว แม่ต้องมาคอยดูแลที่โรงเรียน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ลำบากมาก แต่เมื่ออาทิตย์ที่ 3 เริ่มมีเพื่อนเข้ามาคุย จากเพื่อน 2 คน กลายเป็น 10 คน จนมีคนรู้จักทั้งโรงเรียน ส่วนตัวเข้าร่วมกิจกรรมทุกอย่าง พยายามทำตนเองให้เหมือนเด็กปกติ เป็นตัวแทนในการแข่งดนตรีไทย เกรดเฉลี่ยจบตอน ม. ปลาย 2.32 ซึ่งในช่วงนี้เองที่ได้ไปประกวดมิสวีลแชร์ไทยแลนด์ 2012 อยากหาประสบการณ์ และที่สำคัญ หนูอยากทำให้แม่ภูมิใจ ที่หนูกล้าแสดงออก เหมือนที่แม่สอนหนูตั้งแต่เด็ก สุดท้ายก็ได้รับตำแหน่งรองอันดับ 2 มาครอง ” เธอเผย

ถามถึงความตั้งใจจริง ๆ ของจ้ะจ๋า เธอบอกว่า อยากเรียนคณะสื่อสารมวลชน เพราะความฝันอยากเป็นนักข่าว

“ตอนเด็กๆ มีโอกาสออกสื่อบ่อย ได้เห็นคนที่ทำงานเกี่ยวกับสื่อมวลชน ได้เห็นเครื่องมืออุปกรณ์จึงอยากทำงานสายงานนี้ และที่สำคัญอยากเป็นนักข่าวมาก แต่อาจจะด้วยร่างกายที่ไม่อำนวยต่อการเรียนสาขาวิชานี้หรือด้วยเหตุผลใดก็ตาม หนูสอบติดคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัย แห่งหนึ่ง แต่ไม่ผ่านการสัมภาษณ์จึงไม่มีโอกาสเข้าเรียน”

แม้จะไม่ได้เรียนสาขาที่ตัวเองชอบ เธอจึงเลือกเรียนสาขาที่มีความใกล้เคียงกับสิ่งที่ตนเองชอบ นั่นก็คือ “สาขาการตลาด”

“ส่วนตัวชอบการพูดการแสดงออก ชอบพูดคุยกับผู้คน และมองในเรื่องของการประกอบอาชีพในอนาคต มีช่องทางในการประกอบอาชีพหลากหลายอาชีพ อย่างน้อยถ้ามีความรู้ทางด้านการตลาด ช่องทางในการทำงานน่าจะเยอะขึ้นไม่ต้องไปนั่งขายลอตเตอรี่ ซึ่งตอนมัธยมปลายมีบุคคลท่านหนึ่งพูดบอกว่า ไม่ต้องเรียน ให้ไปนั่งขายลอตเตอรี่ รู้สึกโกรธบุคคลท่านนั้นมาก แต่ต้องขอบคุณท่านที่สร้างพลังใจ สร้างแรงกดดัน ให้ตนเองสู้ จนสามารถสอบเข้าในสาขาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้” เธอเล่า

การมีวันนี้ของเธอ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ครอบครัวคือผู้อยู่เบื้องหลังคนสำคัญ

“18 ปี ที่ใช้ชีวิต 18 ปีผ่าตัด 18 ครั้ง หนูไม่เคยท้อและไม่เคยอายที่ร่างกายไม่เหมือนคนอื่น อยู่ทุกวันนี้เพื่อแม่บุญธรรม แม่บุญธรรม คือ แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของหนู สิ่งที่แม่แสดงและมอบให้ ทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นมาก หนูกับแม่ เราไม่เคยห่างไกลกัน เรียนที่ไหน แม่จะย้ายที่อยู่ตามไปด้วย อย่างตอนนี้ย้ายมาอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย มาเป็นลูกจ้างร้านนวดแผนไทย ได้ค่าตอบแทนวันละ 350 บาท หาเงินมาส่งหนูเรียน และหนูยังได้รับการอุปถัมภ์จาก คุณสุภา ผึ้งสุข เป็นฝ่ายกฎหมายของบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ซึ่งท่านอุปถัมภ์ตนเองมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ โดยโอนค่าใช้จ่ายให้เดือนละ 5,000 – 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทุกปี เนื่องจากตนเองต้องเข้าผ่าตัดทุกปี ปีละ 1 ครั้ง”

ทั้งนี้ เวลาที่มีปัญหา เธอบอกว่า จะเก็บไว้เอง ไม่บอกแม่ เนื่องจากแม่ต้องทำงานเหนื่อย ดังนั้น เวลาที่ท้อถอย จะร้องไห้ออกมาเพียงครั้งเดียว แล้วเริ่มต้นใหม่ นอกจากนั้นเตือนตัวเองอยู่เสมอ ชีวิตเหมือนคนอื่นทุกอย่าง เรื่องบางเรื่องคนปกติยังทำไม่ได้ แต่เราทำได้ ถ้ามัวแต่สนใจก็อยู่บนโลกใบนี้ไม่ได้ ทุกคนล้วนเกิดมาต้องสู้ชีวิต นี่คือสิ่งที่เธอบอก

“ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว คนบางคนมีครบทุกอย่าง คิดไม่ได้ พ่อแม่ให้เรียนไม่เรียน ทำได้แต่ไม่ทำ ทุกอย่างเกิดขึ้นที่ตัวเราเองทั้งนั่น ไม่มีใครมีบทบาทกับชีวิตของเราได้ เราเท่านั่นเป็นผู้กำหนดชีวิต หลังจากที่เรียนจบ อยากทำงานซื้อบ้านให้แม่ อยากมีบ้าน ไม่ต้องไปเช่าบ้านอยู่ อยากให้แม่สบาย เพราะว่า แม่ลำบากเพื่อเรามาเยอะแล้ว ที่มีทุกวันนี้ได้เพราะว่าแม่ ฝากถึงคนที่มีร่างกายพิการ คงอดคิดไม่ได้ว่าทำไมร่างกายไม่เหมือนคนอื่น ตนเองเป็นอีกคนที่คิด เมื่อมันมีความคิดดังกล่าวแวบเข้ามาในหัว เพียงไม่กี่วินาที นาที หรือชั่วโมง สุดท้ายความคิดเหล่านั้นมันก็จะหายไป อย่างที่บอกถ้ามัวแต่คิด แล้วเมื่อไรจะประสบความสำเร็จ” รองอันดับ 2 มิสวีลแชร์ไทยแลนด์ 2012 ทิ้งท้าย

 

แสดงความคิดเห็น