มทร.ธัญบุรีเปิดพื้นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ผู้ต้องขัง

มทร.ธัญบุรีเปิดพื้นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ผู้ต้องขัง วันแห่งความสำเร็จ ‘พระราชทานปริญญาบัตร’

คนเรามีโอกาสหลงผิดและทำผิดพลาดในชีวิตแทบทั้งสิ้น หากแต่เมื่อชีวิตผิดพลาด คนในครอบครัว สังคมมองกลุ่มคนเหล่านี้อย่างไร อยากจะให้ทุกคนได้ลองทบทวนกันดูว่า “คุณ” คิดอย่างไรกับคนที่เคยมีชีวิตที่ผิดพลาดหรือพลาดพลั้งในการดำเนินชีวิต จะเห็นว่าหลายคนทีเดียวที่พยายามบอกตัวเองว่า “การให้อภัย การให้โอกาส” เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้คนที่หลงผิดได้มีพื้นที่ยืนหยัดในสังคมได้ หากแต่ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงแค่ “คำพูดหรือลมปาก” แต่ในทางปฏิบัตินั้น เรายังเห็นการให้อภัยและการให้โอกาสมีอยู่น้อยนิดเหลือเกิน โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่ต้องโทษและสังคมเรียกพวกเขาว่า “ผู้ต้องขัง”

              ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้คนในสังคม หน่วยงานสามารถหยิบยื่นคุณค่าแห่งความดีงาม ที่เราเรียกมันว่า “โอกาส”ให้พวกเขาได้หลากหลายวิธีการ แต่ผู้คนส่วนใหญ่กลับมองไม่เห็น หรือ ไม่ใส่ใจที่จะมอง ไม่ใส่ใจที่จะหยิบยื่นโอกาสดีๆ ให้กับพวกเขา ด้วยเหตุที่เรามักคิดกันว่า คนที่ทำผิดโดยเฉพาะผู้ต้องขังนั้น สมควรแล้วที่จะได้รับโทษ เพื่อให้เกิดการเข็ดหลาบจะได้ไม่ต้องทำผิดอีก สมควรแล้วที่กลุ่มคนเหล่านี้ต้องเข้าไปอยู่ในสถานที่ๆ รวมกลุ่มคนทำผิด ทำไม่ดีไว้ด้วยกัน เพื่อให้คนปกติหรือคนที่ไม่ได้ทำผิดปลอดภัยจากกลุ่มคนกลุ่มนี้ ผู้คนในสังคมไม่เคยคิดเลยว่า ตัวเขาเองก็มีโอกาสทำผิดมีโอกาสเดินเข้าไปในสถานที่ เดียวกับผู้ต้องขังได้เดินเข้าไปเช่นเดียวกัน เพราะสังคมแห่งยุคสมัยนี้มันเปราะบางเหลือเกินที่คนๆหนึ่งมีโอกาส จะใช้ชีวิตแล้วเดินเข้าสู่วังวนแห่งความพลาดพลั้ง ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวก็ตามที

เมื่อคนๆ หนึ่งกระทำความผิดและพลาดพลั้งไป พวกเขาได้รับการลงโทษและต้องเข้าไปสู่สถานที่ๆ เรารู้จักกันในชื่อของ “เรือนจำ” วิถีแห่งการใช้ชีวิตในเรือนจำมีการปรับเพื่อสร้างคุณค่าแห่งชีวิตให้กับผู้ต้องขัง มีกิจกรรมโครงการต่างๆ มากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ “การผลิตผลงานด้วยมือตนเอง” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้ใช้พลังสร้างสรรค์และการฝึกฝนอาชีพไปพร้อมๆ กัน ซึ่งต่างจากรูปแบบการส่งเสริมอาชีพ ที่มีลักษณะเป็นการทำงานในโรงงาน โดยเรือนจำกลางราชบุรี ได้ริเริ่มกิจกรรมนี้ในแดนหญิง ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ต้องขังหญิงได้อย่างชัดเจน งานฝีมือหลากหลายชิ้นถูกสร้างสรรค์โดยผู้ต้องขังหญิง โดยเฉพาะตุ๊กตาถักโครเชต์ การทอเสื่อ ทอผ้า กระเป๋าและสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ ซึ่งผ่านความคิดริเริ่มและการออกแบบโดยผู้ต้องขังถูกนำเข้าสู่สถาบันการศึกษาเพื่อใช้จำหน่ายให้แก่ผู้ที่มาแสดงความยินดีกับบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา เรียกได้ว่าเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับผลงานของผู้ต้องขังหญิงได้ออกสู่สายตาบุคคลภายนอก

แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ที่จะเปิดพื้นที่ในสถาบันการศึกษา หากผู้บริหารสถาบันการศึกษานั้นๆ ไม่มีความเข้าใจ ในการให้อภัยและให้โอกาสแก่ผู้กระทำผิด ”ผลงานของผู้ต้องขังแม้จะทำได้ประณีต สวยงาม น่ารักเพียงใดก็คงไม่มีพื้นที่ให้ได้จัดจำหน่ายกันง่ายๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะมองว่าผลงานงานฝีมือของผู้ต้องขังก็เหมือนกับงานฝีมือชิ้นอื่นๆ ที่มีการจัดจำหน่าย หรืออาจจะมองว่าสินค้าไม่ได้คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ไม่คู่ควรเหมาะสมจะเข้ามาจำหน่ายในสถาบันการศึกษา

แต่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เห็นความสำคัญของการ “เปิดพื้นที่ให้กับผลงานของผู้ต้องขังได้มีตัวตนขึ้นมา” ซึ่ง รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ อธิการบดี(มทร.)ธัญบุรี บอกเล่าความเป็นมาของการเปิดโอกาสให้แก่ผลงานฝีมือของผู้ต้องขังในเรือนจำได้เข้าสู่สถาบันการศึกษาว่า โครงการนี้มาจากโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นโครงการของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นการวิจัยภายใต้โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา โดยสำนักกิจการในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ได้สนับสนุนให้มีการวิจัยเพื่อการพัฒนา “ผู้ต้องขัง” มทร.ธัญบุรี ได้ใช้ความรู้ ศักยภาพของคณะต่างๆรวมทั้ง“น้ำใจ”ของแต่ละคนเข้ามาช่วย โดยเน้นว่าจะต้องเริ่มการให้ผู้ทำงานมองจากสังคมรอบบ้าน มองจากชุมชนใกล้ตัวว่าเขามีความต้องการอะไรเป็นหลัก ต้องมองจาก “โจทย์”ใกล้ตัวว่าชุมชนต้องการความช่วยเหลือด้านใด มทร.ธัญบุรีจะมีส่วนเติมเต็มได้อย่างไร อย่างเช่นในชุมชนมีผลิตผลทางการเกษตร ความรู้ทางวิชาการในมหาวิทยาลัยต้องเน้นการตลาด การบริหารธุรกิจให้พวกเขาเพื่อเติมเต็มจุดอ่อนของชุมชน ทั้งนี้เมื่อชาวบ้านเข็มแข็งแล้วหรือยืนบนขาตัวเองได้แล้ว เราต้องถอยออกมา เพื่อให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้และเกิดความยั่งยืน

ชุมชนในเรือนจำก็ไม่แตกต่างจากชุมชนในสังคมอื่นๆ ทำอย่างไรให้ผู้ต้องขัง มีความรู้ความสามารถเพื่อสร้างเสริมศักยภาพให้พวกเขา ก่อนที่เขาจะก้าวออกไปสู่โลกภายนอกหลังจากพ้นโทษ มันคือ “โจทย์” ที่ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้ที่จะเข้าไปช่วยเหลือต้องร่วมกันคิด อยากให้ลองเปรียบเทียบผู้ต้องขังสองคน คนหนึ่งไม่มีความรู้ ไม่มีทักษะอะไรติดตัวไปเลย กับผู้ต้องขังอีกคนหนึ่งที่เกิดช่องทางและแสงสว่างโดยกระบวนของความรู้และทักษะงานผีมือด้านต่างๆ จะเห็นความแตกต่างชัดเจน คนที่ไม่มีความรู้ด้านใดๆ ออกไป มีโอกาสเดินเข้าสู่เส้นทางเดิมซึ่งเป็นเส้นทางที่เคยกระทำผิดได้มากกว่า ผู้ต้องขังที่ผ่านกระบวนการเสริมความรู้ และทักษะงานฝีมือต่างๆ

“คนเราแม้จะผ่านการเป็นผู้ต้องขัง ถูกจำคุกมาก่อน แต่เมื่อเรามีทางเลือก เปิดเส้นทางแห่งแสงสว่างให้พวกเขาได้ และเขามองเห็นเส้นทางและแสงสว่างของตัวเองเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของตัวเองในทางที่ดีกว่าเดิม ผมคิดว่าการพลิกชีวิตคนได้เป็นเรื่องที่คุ้มค่ามากๆ แม้เราจะต้องใช้ทรัพยากรมากเพียงใด ผมคิดว่ามันก็คุ้มค่า ผมอยากชวนให้ทุกคนคิด ตัวเลขผู้ต้องขังหรือคนที่ทำผิดมีตัวเลขเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ใช่ไหม? และถ้าใช่…ผมคิดว่าเราควรจะช่วยกันเสาะแสวงหา วิธีการลดจำนวนผู้ต้องขัง ให้มีตัวเลขน้อยลง ซึ่งคงต้องช่วยกัน อย่างน้อยคนที่กระทำผิดแล้วก็ไม่ควรจะต้องเดินเข้ามาสู่เรือนจำอีก กระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ และทุกภาคส่วนของสังคมต้องร่วมกันตระหนักในเรื่องเหล่านี้”

รศ.ดร.นำยุทธ กล่าวต่อในประเด็นของการช่วยให้ผู้ต้องขังเดินออกจากเรือนจำและเดินออกไปให้ห่างๆ จะได้ไม่ต้องเดินเข้ามาอีกว่า จำนวนผู้ต้องขังที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งแล้วผมอยากจะฝากถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศาล กรมราชทัณฑ์ และกระทรวงยุติธรรมเอง มีกระบวนการใดบ้างที่ส่งเสริมให้เกิด “ความยุติธรรมในเชิงเมตตา” ต่อมนุษย์ให้มากขึ้นความยุติธรรมก็เหมือนตาชั่งที่ทั้งสองด้านซ้ายและขวาต้องเท่ากัน คนที่อยู่ในสังคมควรมีสถานะที่เท่าเทียมกัน แต่ทุกวันนี้ตาชั่งมันไม่เท่าเทียมกัน บางทีด้านซ้ายเอียง หนักไป บางทีด้านขวาเบาไป อย่างเช่นในเรือนจำ ผู้ต้องขังมีเสรีภาพที่จำกัด เสรีภาพในชีวิตก็น้อย ถ้าเมื่อไหร่ที่เราทำให้เขาได้รับโอกาสต่างๆ จนทำให้เขากลายมาเป็นปุถุชนคนธรรมดาในสังคม และก้าวออกมาจากเรือนจำด้วยความรู้สึกที่สว่างไสว เกิดกำลังใจ ในการใช้ชีวิต มันก็คือตาชั่งที่ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง มันก็คือตาชั่งที่ทัดเทียมกัน  แม้การจะทำให้เกิดความทัดเทียมขึ้นในสังคมไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งความเหลื่อมล้ำทางสังคมก็มีสูงขึ้น เรื่อยๆ การสร้างภูมิคุ้นกันให้กับคนในสังคม ในทุกระดับจึงมีความจำเป็น ไม่เฉพาะแค่กับผู้ที่หลงผิด แต่กับคนปกติก็ต้องดำเนินการเช่นกัน

ในส่วนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลธัญบุรี เราต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา และช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคม เพราะปัญหาทางสังคมโดยเฉพาะเรื่องยาเสพติดยังเป็นปัญหาที่เราต้องช่วยกันเอาใจใส่ มหาวิทยาลัยมีหลายมาตรการ โดยเฉพาะชุมชนใกล้ๆ มทร.ธัญบุรี เป็นชุมชนที่คนใหม่ๆ เข้ามาอยู่มากขึ้น ผู้คนเข้าๆ ออกๆ ย่อมมีความเสี่ยงต่อปัญหายาเสพติดในสังคมสูงขึ้น เรื่องราวของปัญหายาเสพติดถือเป็นประเด็นหลักในยุคปัจจุบันที่ทำให้ผู้คนมีโอกาสเสี่ยงต่อการกระทำผิดและเปลี่ยนสถานภาพตัวเองเป็น “ผู้ต้องขัง”ได้ ชุมชนใกล้ๆ มทร.ธัญบุรีในทุกวันนี้ส่วนใหญ่เป็นชุมชนเกิดใหม่ วัฒนธรรมของการช่วยกันสอดส่องดูแลจากคนในพื้นที่เดิมจึงหายไป ทางมทร.ธัญบุรีจึงต้องมีวิธีการที่เข้าถึงนักศึกษาและชุมชนมากขึ้นกว่าเดิม

ทั้งนี้การที่มทร.ธัญบุรีมีโครงการร่วมกับสำนักกิจการในพระราชดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ในโครงการกำลังใจ  ถือเป็นโครงการหนึ่งที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้นักศึกษา พวกเราไม่เพียงแค่เป็น “ผู้ให้”แก่ผู้ต้องขังเท่านั้น ขณะเดียวกันพวกเรายังเป็น “ผู้รับ” โดยเฉพาะชาวมทร.ธัญบุรีได้รับความรู้ความเข้าใจ ประสบการณ์เกี่ยวกับผู้ต้องขังมากมาย เรื่องราวประสบการณ์ตรงของผู้ต้องขังเป็นส่วนสำคัญอย่างมากที่ช่วยให้นักศึกษาตระหนักและรู้เท่าทันการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันนี้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งถือเป็นประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยอย่างยิ่ง หรือการเปิดพื้นที่เพื่อให้สินค้าที่ถักทอด้วยจินตนาการของผู้ต้องขัง ถึงมือผู้บริโภคโดยเฉพาะ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง เพื่อนๆของบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาแต่ละปี ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 2 ในการเปิดพื้นที่เพื่อนำสินค้าผลิตภัณฑ์ผู้ต้องขังมาจำหน่ายในวันพระราชทานปริญญาบัตร ถือเป็นการหยิบยื่นความเข้าใจไปสู่คนในสังคม และพร้อมจะให้โอกาสแก่ผู้ต้องขัง ผ่านทาง “งานฝีมือ”ชิ้นแล้วชิ้นเล่าอย่างมีเรื่องราวและทรงคุณค่า ซึ่งผมหวังต่อไปอีกว่าทางเรือนจำควรจะอนุญาตให้ผู้ต้องขังได้มาจำหน่ายสินค้าของตัวเอง เพื่อฝึกให้เขาได้คุ้นชินกับการใช้ชีวิตในสังคม ก่อนพ้นโทษจริง

ถ้าวันนี้คุณจะไปร่วมงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตรสถาบันการศึกษาแห่งใดแห่งหนึ่ง ขอได้โปรดเลือกเฟ้นสิ่งของที่มีคุณค่าแก่บัณฑิตทั้งทางตรงและทางอ้อม และผลิตภัณฑ์ของผู้ต้องขังก็เป็นทางเลือกในการหยิบยื่น “โอกาส”ให้กับผู้หลงผิด ให้พวกเขาก้าวออกไปสู่สังคมอย่างรู้เท่าทันและมั่นใจที่จะยืนหยัดอย่างมีกำลังใจในสังคมต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียมกับผู้คนอื่นๆ

หากสถาบันการศึกษาใดสนใจอยากเข้าร่วมเปิดพื้นที่ให้กับผลิตภัณฑ์ผู้ต้องขังได้เข้าไปจำหน่ายในสถาบันการศึกษาของคุณ หรือสนใจจะอุดหนุนช่วยเหลือและให้กำลังใจผู้ต้องขังหญิงสามารถคลิกไปชมสินค้าและราคา พร้อมวิธีการสั่งซื้อได้ทาง WWW.handmade-thaiprison.com หรือ 089-016-7898

คนอ่าน 245 คน

แสดงความคิดเห็น