คอลัมน์ คนข้างวัด: ในพระราชดำริ ‘พิพิธภัณฑ์บัว’ มีลายแทงล้ำค่า

C-130405034042-1

วันนั้น ระหว่างเดินชมบัวในพิพิธภัณฑ์บัว (ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี) อาจารย์อุพรศรี บุตรศรี ผู้นำชม เห็นผมเหม่อมองไปที่สระบัว (Lotus & Waterlily Pool) อันกว้างใหญ่ราว 5 ไร่ แต่ยังเวิ้งว้างว่างเปล่า ท่านพูดขึ้นเบาๆ ว่า

“อยากให้มีหอพระ”

จินตนาการของผมก็เลยผุดพรายไปตาม นึกในใจว่า “จริงด้วย!”

ก็เลยได้ชวนคุยเรื่องแผนงานของพิพิธภัณฑ์บัวว่าปัจจุบันมีกองทุน (งบประมาณ) ดูแลอย่างไร หน่วยงานใดของมหาวิทยาลัยรับผิดชอบ ได้ทราบว่าทางมหาวิทยาลัยให้พิพิธภัณฑ์บัวไปขึ้นกับคณะเกษตรศาสตร์ แสดงว่ามหาวิทยาลัยเห็นพิพิธภัณฑ์บัวเป็นเรื่องของเกษตรกรรมคือคิดเรื่องปลูกบัว พัฒนาสายพันธุ์บัว รวบรวมพันธุ์บัว ส่งเสริมคิดอาชีพ-อาหารเกี่ยวกับบัว เป็นปรัชญาหลัก

แต่ความจริง ความหมายของพิพิธภัณฑ์บัวน่าจะมีมิติมากกว่านั้น…มากกว่ามิติเกษตรกรรม

บัว มีมิติด้านศาสนา (เช่นมีเรื่องราวกล่าวถึงในคัมภีร์ต่างๆ) มีมิติด้านประเพณีไทย (เช่นประเพณีโยนบัวบูชาพระของชาวบางพลี) มีมิติด้านวัฒนธรรม (เช่นการประนมนบไหว้ซึ่งเป็นรูปดอกบัว) มีมิติด้านวรรณคดีไทย (เช่นในนิราศภูเขาทอง ของสุนทรภู่ ตอนหนึ่ง:)

“ถึงสามโคกโศกถวิลถึงปิ่นเกล้า พระพุทธเจ้าหลวงบำรุงซึ่งกรุงศรี ประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรี ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว”

นอกจากนี้ ยังมีมิติด้านอื่นๆ อีกมากมาย เช่น เป็นชื่อบ้านนามเมืองต่างๆ เป็นส่วนประกอบในตราสัญลักษณ์ต่างๆ เป็นภาษา เป็นสมุนไพร เป็นความเชื่อ ฯลฯ

บนพื้นที่ 18 ไร่ ของพิพิธภัณฑ์บัวนั้น น่าจะกินวิสัยของคณะเกษรศาสตร์ที่จะแสดงภาพรวมของบัวได้อย่างครอบคลุม

น่าจะออกแบบพิพิธภัณฑ์บัวให้เป็นงานบุรณาการระหว่างคณะต่างๆ ในมหาวิทยาลัย ให้มามีส่วนร่วมกันโดยอยู่ในรูปคณะกรรมการ ขึ้นกับมหาวิทยาลัยโดยตรง

กองทุนดูแลพิพิธภัณฑ์บัวนั้น ควรให้มีทั้งเงินอุดหนุนทางราชการ และตั้งมูลนิธิอุดหนุนอีกทางหนึ่ง การบริหารจัดการให้มีความเป็นอิสระจากระบบราชการ ไม่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและอำนาจของผู้บริหารมหาวิทยาลัยโดยประการทั้งปวง

ให้สมกับเป็นกิจการ “ในพระราชดำริ”

“หอพระ” นั้น ผมจินตนาการเห็นศาลาทรงไทยผุดขึ้นกลางสระแห่งนั้น มีสะพานทอดเชื่อมให้ผู้คนเดินเข้าไปกราบไหว้พระ หรือไปนั่งฟังเทศน์ฟังธรรมได้

องค์พระประธานในหอพระนั้น ให้ประทับอยู่บนดอกบัวบาน ระดมศรัทธาของนักศิลปกรรมแห่ง มทร.ทั้งมวลมาช่วยกันคิดออกแบบให้งดงามเป็นพิเศษ ชนิดให้คนทั้งหลายบอกกันว่า ถ้าจะดูพุทธศิลป์บนดอกบัวที่งดงามที่สุดของนักศิลปะ มทร.ให้มาดูที่หอพระแห่งนี้!

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) นั้นทราบว่า เฉพาะที่ มทร.ธัญบุรี มีนักศึกษาเป็นเรือนหมื่น ความกว้างใหญ่ของบริเวณมหาวิทยาลัย เรียกได้ว่าเป็นเมืองมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

ดังนั้น วิธีคิดบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์บัว ควรคิดว่าที่นี่คิอพิพิธภัณฑ์ของเมืองๆ หนึ่ง ซึ่งผู้ที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงคือ ชาว มทร. อันได้แก่นักศึกษา คณาจารย์ ข้าราชการ พนักงาน และบุคลากรทั้งหลายทั้งปวงนั่นเอง (คนภายนอกที่ไปมาหาสู่ มาเที่ยวชม มาพักผ่อนหย่อนใจหรือมาหาความรู้จากพิพิธภัณฑ์ ถือว่าเป็น “ขาจร” จะมากหรือน้อยไม่ใช่เป้าหมายใหญ่)

สมมติว่า เป็นดังว่านั้นได้ มหาวิทยาลัยก็จะมีนโยบายหนึ่งชาว มทร. หมุนเวียนเข้าไปสัมผัสพิพิธภัณฑ์บัวในรูปต่างๆ เช่น พานักศึกษาไปไหว้พระ-ฝึกสมาธิในหอพระ พาชมรมภาษาไทยไปเขียนกลอนชมบัวแข่งกัน พาชมรมศิลปะไปถ่ายภาพดอกบัว-เขียนภาพดอกบัวแข่งกัน ฯลฯ โอ๊ย! เยอะแยกที่จะคิดกันไป

ไม่ใช่อย่างที่เป็นอยู่เวลานี้!

เวลานี้ บัวในกระถางและตามบ่อตามคูในพิพิธภัณฑ์บัว ชูดอกสลอนลานตา แต่ค่อนข้างจะเงียบเหงาวังเวงไปหน่อย มีออฟฟิศเล็กๆ ห้องเดียวชั้นเดียว โต๊ะทำงาน 2-3 โต๊ะ เจ้าหน้าที่ 4-5 คน เท่านั้นเอง มองแต่ไกลเหมือนอาณาบริเวณนั้นเป็นที่รกร้าง ไม่มีจุดดึงดูดให้รู้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์บัวในพระราชดำริเลย

เหตุที่เป็นอย่างนั้น เข้าใจว่า เป็นเพราะ 1. พิพิธภัณฑ์บัวถูกแขวนไว้กับหน่วยงานระดับคณะของมหาวิทยาลัย แทนที่จะเป็นของมหาวิทยาลัยมีข้อจำกัด (ซึ่งฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยย่อมรู้ดี)

ผมตั้งใจเขียนถึงพิพิธภัณฑ์บัวที่ มทร.ธัญบุรี (3 ตอน) เพราะเห็นว่า เป็นโครงการในพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นมงคลแก่ชาว มทร.อย่างยิ่ง

พระราชดำรินั้น ไม่ใช่เกิดได้ปุบปับ ล้วนแต่เกิดจากความคิดสั่งสม ประสบการณ์ และภูมิศาสตร์-ประวัติศาสตร์ อันตกผลึก กอปรด้วยความเมตตาหวังดีอันสุดประมาณจึงประทานให้มา

พิพิธภัณฑ์บัว ตกผลึกมาจากพิพิธภัณฑ์สมัย ร.5 ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ด้านเกษตรและพาณิชยกรรมของสยาม เน้น “สินค้าข้าว” เป็นพิเศษ ปีนั้นมีการจัดประกวดพันธุ์ข้าวที่เมืองธัญบุรี จากปีนั้น ได้เกิดการรวบรวมพันธุ์ข้าวจากทุกมณฑลทั่วพระราชอาณาจักรครั้งใหญ่

จะเห็นได้ว่า คนคิดตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดปทุมธานี ที่ให้รวงข้าง 2 รวงโน้มเข้าหากันเหนือดอกบัวบานนั้น แสดงประวัติศาสตร์ของจังหวัดปทุมธานีและ”เมืองธัญบุรี” ในอดีตโดยแท้

แสดงความคิดเห็น