“แหลมฉบัง”เดินเครื่องกังหันลมดันเป็นท่าเรือ”Green Port”

C-130404011022-1

ในภาวะที่ความต้องการด้านพลังงานไฟฟ้าในประเทศสูงขึ้นซึ่งสวนทางกับภาวะความมั่นคงด้านพลังงานที่เริ่มขาดแคลนลงไปทุกที ทำให้ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ผุด 2 โครงการใหญ่ รับการขยายตัวของท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ทั้งโครงการกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อก้าวสู่การเป็นท่าเรือสีเขียว หรือ “Green Port” และศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางทะเล ควบคู่ไปกับการเปิดให้บริการประตูตรวจสอบสินค้าที่ 4 รองรับปริมาณรถขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่เพิ่มมากขึ้น

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทย หรือ กทท. ได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในการขยายตัวของท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรีที่จะสามารถรองรับการขนส่งสินค้าทางทะเลได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น โดยให้เปิดประตูตรวจสอบสินค้าที่ 4 ที่เพิ่มช่องทางการเข้าออกของสินค้าและลดความแออัดของรถที่ใช้ในการขนส่งสินค้า ทั้งเปิดโครงการกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าที่บริเวณลานกังหันลม และบริเวณหอบังคับการพัฒนาแหลมฉบังเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนภายในการท่าเรือแหลมฉบัง

ด้าน เรือเอกสุทธินันท์ หัตถวงษ์ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) บอกว่าโครงการกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าในพื้นที่การท่าเรือแหลมฉบัง เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจและความภาคภูมิใจที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ในการจัดหาพลังงานทดแทน อีกทั้งเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 84 พรรษา โดยนำกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้มาเชื่อมต่อกับระบบสายส่งไฟฟ้า หรือ ระบบ Wind Turbine Grid Connected System ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปี 2555 โดยร่วมกับศูนย์วิจัยพลังงานลม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ โครงการตั้งบนเนื้อที่กว่า 100 ไร่

โดยใช้งบประมาณทั้งหมด 135

ล้านบาท ในการศึกษาวิจัย และ

นำร่องกังหันลมต้นแบบ ทั้งนี้ ได้มีการเก็บข้อมูล

กำลังแรงของลมชายฝั่งตะวันออก ลมประจำฤดู และลมประจำถิ่น ซึ่งพบว่ามีความเหมาะสมที่จะใช้พลังงานลมในการผลิตกระแสไฟฟ้า เพราะมี

ความเร็วลมเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถดำเนินการได้อยู่ที่ 5 เมตรต่อวินาที กังหันลม 84 ชุด สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าเข้าสู่สายส่งได้ทั้งหมด 840 กิโลวัตต์ โดยกังหันลมแต่ละต้นจะผลิตไฟฟ้าได้ 10 กิโลวัตต์ มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ย 200 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง หากคิดรวมกำลังการผลิตเป็นหน่วยจะได้

2 ล้านหน่วยต่อปี

“ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2553 ทลฉ. มีการใช้พลังงานไฟฟ้าในระดับที่สูงถึง 65,183 ล้านหน่วยไฟฟ้า คิดเป็นเงินกว่า 195 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตในแต่ละปีถึง 9.21% ซึ่ง

การติดตั้งกังหันลมดังกล่าวจะช่วยเสริมระบบพลังงานไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น ไฟส่องสว่างบริเวณถนนและพื้นที่

สาธารณะ ประตูตรวจสอบสินค้า คลังสินค้า และอาคารสำนักงานของ ทลฉ. และคาด

ว่าโครงการนี้จะสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้เฉลี่ย 20%

หรือประมาณ 40 ล้านบาทต่อปี” เรือเอกสุทธินันท์ กล่าว

เขาบอกอีกว่า โครงการนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการนำร่องนโยบายท่าเรือสีเขียว โดยในอนาคต ท่าเรือแหลมฉบังจะเดินหน้าโครงการระยะสองในปี 2559-2560 ซึ่งจะตั้งงบประมาณ 165 ล้านบาท ต่อยอดกิจกรรมที่สามารถสร้างพลังงานทดแทนโดยจะพัฒนานวัตกรรมให้กังหันผลิตกระแสไฟให้ได้มากขึ้น และจะต่อยอดงานวิจัยต่างๆ ที่จะนำมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยการใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น

“ต้องยอมรับว่าการริเริ่มโครงการกังหันลมอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นในการเดินหน้านโยบายท่าเรือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งท่าเรือแหลมฉบังเองมีความตั้งใจจะดำเนินการกิจกรรมต่างๆ ในท่าเรือในเชิงอนุรักษ์ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศ ซึ่งความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้พื้นที่ท่าเรือเป็นท่าเรือสิ่งแวดล้อม ยังส่งผลไปยังผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่เข้ามาใช้บริการส่งสินค้าผ่านท่าเรือได้ช่วยกันปรับการใช้พลังงานในรูปแบบอื่นๆ ด้วย เช่น การนำเทคโนโลยีสะอาดมาใช้ในกระบวนการขนส่งต่างๆ” เรือเอกสุทธินันท์ กล่าว

ขณะที่ ดร.วิรชัย โรยนรินทร์ ผู้ช่วยคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี บอกว่ามหาวิทยาลัยได้รับโอกาสจากการท่าเรือในการศึกษาและการหาเทคโนโลยีพลังงานทดแทนที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยกังหันลมถูกออกแบบมาให้สูง 21 เมตร ใช้ในความเร็วลมประมาณ 4-5 เมตรต่อวินาที ซึ่งเป็นความเร็วลมเฉลี่ยในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง แต่ตัวกังหันลมสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ตั้งแต่ความเร็วลม 2 เมตรต่อวินาทีซึ่งต่ำมาก ดังนั้น กังหันทุกตัว 90% สามารถผลิตไฟฟ้าด้วยความเร็วลมที่ต่ำได้ ขณะเดียวกันเทคโนโลยีกังหันลมที่นำมาใช้นี้ก็ถูกออกแบบมาให้ทนต่อพลังลมที่แรงได้ในระดับพายุด้วย

“เทคโนโลยีที่ใช้ เป็นใบกังหันเบา เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ออกแบบมาพิเศษให้เหมาะสมกับความเร็วลมนี้ และกำลังการผลิตแต่ละต้นขึ้นได้ถึง 11 กิโลวัตต์ กังหันจะผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องจนกว่าความเร็วลมเกินกว่า 13 เมตรต่อวินาที ซึ่งหมายถึงพายุเข้า ระบบจะหยุดการทำงานของกังหันโดยอัตโนมัติเพื่อรักษาใบกังหันและโครงสร้างไม่ให้เสียหาย หลังพายุสงบความเร็วลมกลับสู่ปกติจะเริ่มผลิตไฟฟ้าใหม่ได้อัตโนมัติ จากการทดลองเดินเครื่องมา 6 เดือน ผ่านพายุฤดูร้อนมาแล้วหลายครั้ง แต่ยังพบว่ากังหันทั้ง 84 ตัว สามารถทำงานได้ดี” ดร.วิรชัย กล่าว

เขาบอกอีกว่า อายุการใช้งานของกังหันลมยาวนานถึง 15 ปี แต่ต้องบำรุงรักษาทุกปี โดยค่าใช้จ่ายประมาณ 1 ล้านบาท ซึ่งคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับเงินค่าไฟที่ประหยัดได้ ส่วนระบบกังหันลมสามารถดูผลการทำงาน และเก็บข้อมูลสภาพอากาศที่ฟาร์มกังหันได้โดยอัตโนมัติด้วยระบบประมวลผลระยะไกล มีความทันสมัยด้วยระบบอินเทอร์เน็ต และ ซีซีทีวี ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยถึง 80% อีก 20% เป็นแม่เหล็กซึ่งกฎหมายประเทศไทยห้ามผลิตสินแร่ ทำให้ส่วนนี้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ดร.วิรชัย บอกอีกว่า พลังงานลมถือเป็นพลังงานสะอาด เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ไม่ได้สร้างมลพิษทางสิ่งแวดล้อมในอากาศ ยกเว้นมลพิษทางเสียงในกรณีที่มีชุมชนอยู่ใกล้ในระยะ 50 เมตร จะมีเสียงหมุนของใบพัด แต่โครงการนี้ไม่กระทบมาก เพราะไม่ใช่ใบพัดขนาดใหญ่ ดังนั้น ปัญหาเสียงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบังไม่เกินมาตรฐาน เพราะได้เลือกทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมทำให้สามารถพัฒนาโครงการพลังงานนี้ต่อไปได้

โครงการนี้ ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของการเพิ่มความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ และสร้างตัวอย่างที่ดีให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของพลังงานทดแทนที่มาจากทรัพยากรที่มีอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแต่เชื้อเพลิงฟอสซิล และไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นด้วย

‘กังหันลมถูกออกแบบมาให้สูง 21 เมตรและทุกตัวสามารถผลิตไฟฟ้าด้วยความเร็วลมที่ต่ำได้’

แสดงความคิดเห็น