คนข้างวัด: พิพิธภัณฑ์บัว แบบอย่างพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่ราชมงคลธัญบุรี

C-130329034096-2

อุทัย บุญเย็น

วันที่ 2 เมษายน เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผมตั้งใจจะเขียนถึง “ดอกบัว” ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี (จ.ปทุมธานี) สัก 3 ตอน นับจากฉบับนี้ไป เพราะดอกบัวที่นั่นกำลังงามสะพรั่งโดยพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

เหตุที่คิดเขียนถึง 3 ตอน เพราะได้เห็นภาพเขียนฝีพระหัตถ์รูปบัว มีลายพระหัตถ์ว่า “สิรินธร 14 เม.ย. 39″ (ตามที่เห็นในภาพประกอบเรื่องวันนี้)

เทศกาลวันปีใหม่ของไทย ที่กำหนดตามปฏิทินสากล (ทางสุริยคติ) นั้น มี 3 วัน คือวันมหาสงกรานต์ (13 เม.ย.) วันเนา (14 เม.ย.) เป็นวันส่งท้ายปีเก่า และวันขึ้นปีใหม่ (15 เม.ย.) เรียกว่า วันเถลิงศกใหม่

แสดงว่า ภาพเขียนฝีพระหัตถ์รูปบัวดังกล่าวนั้น ทรงวาดขึ้นในวันเนา เพื่อเป็น ส.ค.ส. ในวันรุ่งขึ้น

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีนั้น อุบัติขึ้นอย่างพัฒนาการ เริ่มจากเป็นวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา (พ.ศ. 2518) แล้วมาเป็นสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล (พ.ศ. 2531) ต่อจากนั้นจึงเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (พ.ศ.2548)

อักษรย่อของชื่อ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลคือ “มทร.” ปัจจุบัน มทร. ทั่วประเทศมี 9 แห่ง คือ 1.มทร.ธัญญบุรี (จ.ปทุมธานี) 2.มทร.กรุงเทพ (กทม.) 3.มทร.ตะวันออก (จ.ชลบุรี-จ.จันทบุรี และบางวิทยาเขตอยู่ใน กทม.) 4.มทร.พระนคร (กทม.) 5.มทร.รัตนโกสินทร์ (กทม.-จ.นครปฐม-จ.ประจวบคีรีขันธ์) 6.มทร.ล้านนา (จ.เชียงใหม่-จ.น่าน-จ.ลำปาง-จ.เชียงราย-จ.ตาก-จ.พิษณุโลก-จ.ลำปาง) 7.มทร.ศรีวิชัย (จ.สงขลา-จ.นครศรีธรรมราช-จ.ตรัง) 8.มทร.สุวรรณภูมิ (จ.พระนครศรีอยุธยา-จ.นนทบุรี-จ.สุพรรณบุรี) 9มทร.อีสาน (จ.นครราชสีมา-จ.สุรินทร์-จ.ขอนแก่น-จ.กาฬสินธุ์-จ.สกลนคร)

แต่ละ มทร.กระจายออกไปเป็นสาขาในรูป “วิทยาเขต” และ “สถาบัน” นับได้ 37 แห่ง เช่นโรงเรียนเพาะช่างเดิมก็มาเป็นวิทยาเขตเพาะช่าง เป็นต้น

มทร.ธัญบุรี (ต.คลองหก อ.ธัญญบุรี จ.ปทุมธานี) เป็นวิทยาลัยแม่ ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 700 ไร่เป็นที่ดินของกรมธนารักษ์ ซึ่งมอบให้เปล่า ในสมัยของอธิการบดีคนที่ 2 คือ ศาสตราจาร์ยอนันต์ กรุแก้ว (พ.ซ.2527-2531)

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงวางศิลาฤกษ์ มทร.ธัญบุรี เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2531 ก่อหน้านั้นมีอาจาร์ยท่านหนึ่งชื่อ “วรพงศ์ วรชาติอุดมพงศ์” (ปัจจุบันเป็นรองศาสตราจารย์) เสนอความคิดกับท่านอธิการบดี อนันต์ กรุแก้ว ว่า

“ในอนาคต ณ ศูนย์กลางการศึกษาแห่งนี้ จะต้องมีบุคลากรและนักศีกษาจำนวนเพิ่มมากขึ้น น่าจะได้มีประติมากรรมสัญลักษณ์ หรือสัญลักษณ์ใดๆ เพื่อเป็นศูนย์รวมใจของพวกเราเองที่อยู่ในพื้นที่อันกว้างใหญ่แห่งนี้”

เมื่อท่านอธิการบดีให้ออกแบบมาดู นักศิลปกรรมของ มทร. ก็ช่วยกันคิดออกแบบ ลงความเห็นกันว่า ให้เป็นรูปดอกบัว และได้ออกแบบให้ดอกบัววางเรียงซ้อนกันเป็น 4 ชั้น

“เพื่อสื่อความหมายของบัวสี่เหล่า ที่พระพุทธองค์ได้ทรงจัดแบ่งคนตามลักษณะที่เป็นจริงไว้เป็นสี่พวก คือบัวที่อยู่ในโคลนตม บัวใต้น้ำ บัวปริ่มเสมอน้ำ และบัวที่โผล่พ้นน้ำ…”

และออกแบบให้กลับบัวในแต่ละชั้นเป็นเส้นโครงสร้าง 8 เส้น (เท่ากับกลีบดอกบัว 8 กลีบ) สื่อความหมายว่า มรรคมีองค์ 8 นั้นเป็นหลักธรรมเพื่อการปฏิบัติตนให้บรรลุความดีงาม

คณะผู้ออกแบบแสดงความคิดไว้อีกว่า

“มียอดแหลมแทรกขึ้นสู่ฟ้า เพื่อสื่อว่า ผู้ที่จะพบความสำเร็จได้ จะต้องใช้ความพยายามอย่างสูงสุดในการฝึกฝนและเรียนรู้จนเชี่ยวชาญและชำนาญในวิชาชีพเพื่อไปสู่จุดหมายสูงสุดนั้นและหมายความถึงความเจริญก้าวหน้าของสถาบันแห่งนี้…”

ความคิดของนักศิลปกรรมกลุ่มนั้น ลึกซึ้งแยบยลทีเดียว

แต่ว่า…บัวประติมากรรมนั้นมีกี่ชั้นกันแน่?

ถ้านับยอดแหลมด้วยก็เป็น 4 ชั้น ถ้าไม่นักก็จะเหลือดอกบัว 3 ชั้น

ดอกบัว 3 ชั้นนั้นถูกแล้ว เพราะในพระไตรปิฎก (ฉบับบาลี เล่มที่ 13-โพธิราชกุมารสูตร) พระพุทธองค์ตรัสถึงดอกบัวเพียง 3 เหล่านั้น คือ ดอกบัวที่ยังจมอยู่ในน้ำ ดอกบัวปริ่มนำ และดอกบัวโผล่พ้นน้ำ (ไม่มีดอกบัวที่จมอยู่ในโคลนตม) โดยเปรียบเทียบกับคนฟังคำสอนว่า บางคนยังมีกิเลสมาก เข้าใจคำสอนได้ยาก บางคนมีกิเลสเบาบาง พอสอนให้เข้าใจได้บางคนก็พร้อมที่จะเข้าใจอยู่แล้ว

ดอกบัว 4 เหล่านั้น ก็ใช่ แต่ไม่ใช่ออกจากพุทธโอษฐ์เป็นคำสอนเปรียบเทียบกับบุคคล 4 ประเภท ซึ่งมีอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่า “ปทปรมะ” เปรียบเหมือนดอกบัวในโคลนตม มีแต่จะเป็นอาหารของเต่าและปลา เปรียบเหมือนคนมืดบอดทาง ปัญญา หนาแน่นด้วยกิเลสอยู่มาก ยากที่จะเข้าใจธรรมได้

เป็นอันว่า บัวประติมากรรม ที่ชาว มทร.เรียกว่า “ประติมากรรมบัวเหล็ก” (สร้างด้วยทองเหลืองรมดำ ตั้งอยู่บนฐานปู ปูด้วยหินอ่อน ความสูง 9.95 เมตร) นั้น จะอธิบายความหมายเป็นดอกบัว 4 เหล่า หรือ 3 เหล่าก็ได้

นับจากปี 2531 ที่ทรงวางศิลาฤกษ์นั้น ถึงปี 2543 รวม 12 ปี จึงเกิดโครงการพิพิธภัณฑ์บัว ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

ต่อมา ในปี 2546 พิพิธภัณฑบัวได้เข้าร่วมโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อดำเนินการสำรวจเก็บรวบรวมพันธุ์บัว ปลูกรักษา ศึกษาการใช้ประโยชน์และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุ์บัว

พิพิธภัณฑ์บัวนั้นอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยส่วนหน้าบนเนื้อที่ 18 ไร่ มีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ในนั้น เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ เรียกว่า “สระบัว” (Lotus & Waterlily Pool) แต่ยังไม่ลงบัว

ปัจจุบัน บัวกว่า 400 สายพันธุ์ (ทั้งบัวไทย บัวเทศ) ส่วนใหญ่อยู่ในกระถางปลูกบัว มากกว่า 1,000 กระถาง ส่วนหนึ่งอยู่ตามบ่อตามคู

ชื่อ “พิพิธภัณฑ์บัว” ทำให้ผมฉุกคิด ทำไมไม่เป็นชื่อ”สวนบัว” หรือ นาบัว”? เข้าใจว่าเป็นพระราชดำริที่จะให้เป็นพิพิธภัณฑ์บัว มากกว่าที่จะให้เป็นนาเป็นสวนธรรมดา

เมื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ ก็จะต้องเป็นการรวบรวม (บัว) ชนิดต่างๆ มาไว้ในที่เดียวกัน เพื่อเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้เป็นสำคัญ ไม่ใช่เพียงเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งทำมาค้าขายหรือเพียงเพื่อเป็นสวนดอกไม้ชนิดหนึ่งเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์มีความหมายมากกว่าห้องเก็บของ สวนพืชพรรณ และแสดงนิทรรศการ

หากแต่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สัมผัสได้ เข้าใจได้ เข้าถึงได้และเอามาใช้ประโยชน์แก่ชีวิตได้ ไม่แห้งแล้ง ไม่ตายซาก ไม่เป็นแต่ของเก่าขลังห่างไกลชีวิตเท่าน้น

พิพิธภัณฑ์บัว ที่ มทร.ธัญบุรี เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตเชื่อมโยงกับดิน น้ำ อากาศ แดดลม อย่างสนิทแน่น ทางมหาวิทยาลัยเข้าใจซึ่งในพระราชดำริ บริหารจัดการให้ดีจะเป็นศรีสง่า เป็นมงคลแก่มหาวิทยาลัยเอง

แสดงความคิดเห็น