โครงการประกวดภาพยนตร์สั้นชิงรางวัล

C-130327024123-1

หลังจากขับเคี่ยวกันมานาน ถกเถียงกันหลายต่อหลายตลบ กับโครงการประกวดภาพยนตร์สั้นชิงรางวัล ภายใต้แนวคิด “สตื่น”รณรงค์ให้คนไทยสำนึกรู้คุณแผ่นดินพร้อมเปิดโอกาสเผยแพร่ผลงานออกสู่สาธารณชน ทางทีมข่าวการศึกษาสยามธุรกิจได้ร่วมเดินทางไปร่วมงานประกาศผลรางวัลในครั้งนี้ด้วย ซึ่งบรรยากาศในงานล้วนตระการตากับหนังสั้นที่ผ่านรอบคัดเลือกมาจนถึงรอบตัดสิน หลังจากเดินชมผลงานหนังสั้นของนักศึกษาครบถ้วนไม่กี่อึดใจก็ถึงเวลาประกาศผลรางวัลซึ่งทั้งเจ้าของผลงาน แขกผู้มีเกียรติก็มานั่งตั้งหน้าตั้งตาคอยการประกาศผลซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและลุ้นอยู่ตลอดเวลา

สำหรับผลรางวัลประเภทระดับอุดมศึกษาปรากฏว่า รางวัลชนะเลิศตกเป็นของทีมวีและมิตร นักศึกษาจากรั้วสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เป็นของ ทีม The Flag นักศึกษาจากรั้วม.รังสิต และรองชนะเลิศอันดับ 2 เป็นของ ทีมสมองทรงเครื่องนักศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

และทางทีมงานฯ ก็ไม่พลาดที่จะไปสัมภาษณ์ตัวแทนผู้ที่ได้รับรางวัลทั้งสามทีมมาฝาก โดยเริ่มจาก”วีรวิช เกตุสร้อย”นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรม สาขาภาพยนตร์และวิดีโอ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบังเป็นตัวแทนเพื่อนๆ ทีมวีและมิตร เล่าว่าหนังที่พวกเขาทำนั้นได้ใช้แนวคิด ‘รถเราล้มระหว่างทาง’ “เนื้อเรื่องหลักที่พวกเราอยากบอกคือ “พ่อเจ็บมามากพอแล้ว เลิกทะเลาะกัน” โดยเปรียบเปรยเป็นหน่วยเล็กให้คนเข้าใจง่ายๆ คือเราเล่าเรื่องว่ามีพ่อลูกกำลังขี่มอเตอร์ไซค์กำลังจะไปถึงเป้าหมายอยู่แล้ว แต่ประสบอุบัติเหตุ พ่อเจ็บหนัก ลูกประคองพ่ออยู่ รออยู่ไม่นานรถของหน่วยกู้ภัยก็มาช่วย แต่ก็มีหลายหน่วยเหลือเกิน หน่วยกู้ภัยเหล่านั้นเลยทะเลาะกันเอง เพียงเพราะอยากแย่งกันพาพ่อซึ่งเจ็บหนักไปโรงพยาบาล ซึ่งลูกก็ไม่รู้ว่าหน่วยกู้ภัยที่แย่งกันจะพาพ่อไปโรงพยาบาลนั้นหวังดีหรือหวังร้าย มีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ พ่อนอนเจ็บอยู่ทำไมหน่วยกู้ภัยถึงไม่ช่วยกัน มัวแต่ทะเลาะกันทำไม”

เมื่อถามถึงแนวคิดวีรวิชเล่าว่า “เหตุการณ์ประจำวันทั่วไป ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าเป็นอย่างนี้จริงๆ พอเหตุเกิดชุลมุนมากแต่น่าแปลกใจ แทนที่จะเอาคนเจ็บเข้าโรงพยาบาลเป็นด่านแรก กลับมีการทะเลาะกันอะไรก็ไม่รู้ จึงเอาเหตุการณ์นี้มานำเสนอและจงใจให้เป็นพ่อลูก เพราะคำว่า “พ่อ”มีความหมายมากสำหรับพวกเราคนไทย”

ถัดมาเป็น “วสุพล ศรีพุก” ตัวแทนจากทีม The Flag นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะนิเทศศาสตร์ เอกภาพยนตร์ ม.รังสิต เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในแนวคิด”ธงชาติ” ถ่ายทอดด้วยวลี “พวกคุณเสียเวลา แต่บรรพบุรุษเสียชีวิต” โดยเขาได้เล่าว่า “เราหยิบเอาเรื่องที่เราเจอกันทุกวันเวลาได้ยินเพลงชาติ มีทั้งคนยืนตรงทำความเคารพและบ้างก็ยังคงเดินต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้ได้คิดว่าเป็นอย่างนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ พวกเราทุกคนที่เป็นคนไทยควรรู้ว่ากว่าจะมีสามสถาบัน ชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่แข็งแกร่งประเทศไทยต้องผ่านอะไรมาบ้าง บรรพบุรุษต้องแลกมาด้วยชีวิต เพื่อรักษาดินแดนและดำรงธงไตรรงค์ให้มีเอกราช อยู่คู่ผืนแผ่นดินไทยอย่างสง่างาม แล้วกับการซึมซับ การไว้อาลัย การแสดงความเคารพเพียงวันละ 50 วินาทีทำไมทำกันไม่ได้”

“การถ่ายทอดเป็นลักษณะของเพื่อนผ่านเพื่อน เดินเล่นกัน พอได้ยินเพลงชาติคนหนึ่งยืนตรงทำความเคารพ อีกสองคนเดินผ่านไม่สนใจ แถมยังถามเพื่อนว่าหยุดทำไม เพื่อนคนนั้นตอบว่าหยุดยืนทำความเคารพ เพื่อนยังหัวเราะแล้วบอกว่า รีบ เสีย

เวลา ถึงได้มีประโยคเด็ดว่า “พวกคุณเสียเวลา แต่บรรพบุรุษเสียอนาคต” ท้ายสุดก็เป็นเรื่องของสำนึกและวิจารณญาณของแต่ละคน แต่ผมเชื่อว่าถ้าเป็นคนไทยเหมือน

กัน ยังไงก็อิน”

และทีมสุดท้าย”กมลชนก ศิริอินทราทร” และ “วริษฐษ อ่ำสุริยา”จากทีมสมองทรงเครื่อง นักศึกษารั้วมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โดยทั้งสองคนเล่าว่า “หนังของเราชื่อ “ดีแต่พูด” มีคอนเซปต์คือ การไปสัมภาษณ์คนไทยที่เป็นเสมือนตัวแทนของคนทุกกลุ่ม ทั้งนักเรียนนักศึกษา คนทำงาน แม่บ้าน ถามว่าอยากให้ประเทศชาติทำอะไรให้คุณบ้าง? ทุกคนก็จะอยากได้อะไรต่างๆ นานา นักเรียน นักศึกษา ก็อยากเรียนฟรี อยากให้แจกแท็บเล็ตเพราะเทคโนโลยีสมัยนี้สำคัญมาก และพวกเขาเป็นเยาวชนของชาตินะ ถ้าอยากสร้างชาติจริงจังก็ควรทำอะไรที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ คนทำงานก็อยากให้เลิกทะเลาะกันมุ่งเน้นให้เศรษฐกิจดี จะได้เงินเดือนขึ้นเยอะๆ แม่บ้านก็บ่นเรื่องของแพง อยากให้ช่วยควบคุมราคาสินค้าหน่อยนับวันเงินเฟ้อมัวทำอะไรกันอยู่”

“ระหว่างนั้นเราก็ค่อยถามกลับว่า แล้วคุณล่ะ ทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง? ปรากฏทุกคนอึ้งเหมือนกันหมด ไม่ใช่อึ้งเพราะงงนะคะ แต่อึ้งเพราะคิดอยู่แล้วก็คิด ไม่ออกความเงียบและสีหน้าที่นิ่งงงนี่เองทำให้คนดูทุกคนเจ็บมากและสงสารประเทศ ของเราไปโดยปริยาย ท้ายสุดเราเอาคำพูดของท่านผู้นำอเมริกา จอห์น เอฟ เคเนดี้ ที่พูดว่า”อย่าถามว่าประเทศให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามตัวท่านว่าเคยทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง” เป็นประโยคปิดท้าย”ใครอยากชมของจริง คลิกไปดูได้ที่ www.facebook.com/pages/thailand wakeup.com  กันได้

แสดงความคิดเห็น