‘ม.นอกระบบ’ ไม่จบอาจารย์หนุน-น.ศ.ค้าน

C-130227024141-1

เป็นข่าวขึ้นมาอีกครั้งเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนอกระบบ ซึ่งล่าสุดมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งยืนแก้ผ้าประท้วง เพื่อคัดค้านไม่ให้สถาบันฯ ของตนออกนอกระบบเพราะอาจจะส่งผลให้ค่าเทอมแพงขึ้น จากเหตุการณ์นี้เอง ทางทีมข่าวการศึกษา “สยามธุรกิจ” จึงอยากจะนำเสนอมุมมองความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่างคณาจารย์และนักศึกษาถึงข้อดี-ข้อเสียของการที่มหาวิทยาลัยออกนอกระบบซึ่งกำลังเป็นปัญหาเรื้อรังของระบบการศึกษาไทยในขณะนี้

โดยคนแรกทางฝ่ายอาจารย์ที่มาร่วมแสดงความคิดเห็นคือ”รศ.ดร.ปัญญา มินยง” อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ให้ความคิดเห็นเรื่องนี้ว่า “ส่วนตัวผมสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบซึ่งตอนนี้กฎหมายดำเนินการมามากแล้วดังนั้นเราต้องเดินไปตามกฎหมายเพื่อให้การบริหารจัดการมีความอิสระมากขึ้นแล้วสุดท้ายทุกมหาวิทยาลัยก็ต้องออกนอกระบบทั้งหมด สาเหตุที่สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันยังไม่ออกนอกระบบเพราะเรายังเคลียร์ปัญหาไม่หมด ซึ่งอาจจะเป็นสถาบันสุดท้ายที่ออกนอกระบบก็ได้ ทุกคนจะมองเรื่องเวลามหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้วค่าเทอมจะแพงขึ้น แต่ไม่ได้มองว่าออกนอกระบบไปแล้วมีอะไรตามขึ้นมาบ้างซึ่งสิ่งที่ดีๆ ก็ตามมามากโดยเฉพาะเรื่องของความคล่องตัวในการบริหารและการเงิน รวมถึงระบบบุคลากรต้องพัฒนาตัวเองมากขึ้น ซึ่งก็จะมีบางคนที่ไม่พร้อมจะพัฒนาตัวเองจึงออกมาประท้วง แต่ก็มีส่วนน้อยซึ่งอีกไม่นานกลุ่มนี้ก็จะเกษียณไปทั้งหมดแล้ว สำหรับการที่บอกว่าค่าเทอมขึ้นเอาอะไรมาบอกเพราะรัฐให้เงินสนับสนุนมาส่วนหนึ่งในเรื่องของบุคลากร หากมหาวิทยาลัยอยากได้บุคลากรเพิ่มก็ต้องใช้เงินของตัวเองจ้างเป็นเงินรายได้ที่มาจากการเก็บค่าเทอมนักศึกษา ซึ่งอาจจะทำให้ค่าเทอมขึ้นได้และนอกจากนี้ค่าเทอมขึ้นอาจจะเพราะการเปิดหลักสูตรอินเตอร์ก็ได้ อย่างไรก็ตามทั้งหมดขึ้นอยู่กับการวางนโยบายของมหาวิทยาลัย”

ส่วน “ผศ.ดร.ปานเพชร ชินินทร”รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยนอกระบบถ้าจะเรียกให้ถูกต้องเรียกว่ามหาวิทยาลัยในกำกับ เพราะถ้าพูดว่ามหาวิทยาลัยนอกระบบก็จะกลายเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน แต่ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับนั้นจะมีบางเรื่องที่เป็นระบบราชการ บางเรื่องเป็นแบบเอกชน ซึ่งข้อดีคือมีการเจริญเติบโตทางสายอาชีพ สามารถบริหารเงินเองได้และบริหารพื้นที่เองได้กล่าวคือพื้นที่ 55 ตร.ม.ต่อนักศึกษาป.ตรี1 คน แต่ปัจจุบันมทร.ธัญบุรีใช้พื้นที่ 85 ตร.ม.ต่อนักศึกษาป.ตรี 1 คน ซึ่งยังใช้พื้นที่ไม่คุ้มค่า แล้วนอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังสามารถจ้างอาจารย์พิเศษที่ชำนาญในสายอาชีพได้ในอัตราเงินเดือนสูงได้เพื่อประโยชน์สูงสุดกับนักศึกษา สำหรับปัญหานั้นจะเป็นเรื่องของคน เราต้องเตรียมคนให้เคลียร์และโปร่งใสที่สุด และต้องทำความเข้าใจกับนักศึกษาเรื่องค่าหน่วยกิตที่แพงขึ้น ทั้งนี้ ในความคิดของตนขอสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยอยู่ในกำกับของรัฐบาลหรือออกนอกระบบ แต่อย่างไรก็ตามต้องมีกระบวนการเป็นขั้นตอน”

ทางด้าน รศ.ดร.พงศ์ประเสริฐ หกสุวรรณ อาจารย์มหาวิทยาลัยบูรพากล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบนั้นถ้าระบบนี้ดีจริงต้องเอาออกให้หมด หลักใหญ่คือความคล่องตัวเรื่องการเงินและการบริหาร แล้วนอกจากนี้ยังมีการอ้างเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารที่มากขึ้นหากเปลี่ยนระบบแล้วซึ่งไม่จริงเพราะข้าราชการระดับอุดมศึกษาก่อนเข้ามาทำงานต้องมีการอบรม 2 ปี ซึ่งข้อดีที่บอกกันก็คือมหาวิทยาลัยสามารถหารายได้โดยอิสระมากขึ้นและบุคลากรมีรายได้เพิ่มขึ้น 1.7 เท่าโดยไม่รวมค่าบริหาร แต่ผมคิดว่าตรงส่วนนี้สำนักตรวจเงินควรเข้าไปตรวจสอบผู้ทำหน้าที่บริหารในการทำหน้าที่ทางวิชาการเพราะเดิมผู้บริหารสามารถรับรายได้เพียงทางเดียวแต่บริหารสามารถรับรายได้เพียงทางเดียวแต่เมื่อเปลี่ยนระบบแล้วการรับก็เป็นไปได้หลายทาง และยังมีเรื่องของระบบค่าเทอมแบบเหมาจ่ายที่มีอัตราสูงขึ้นซึ่งไม่ได้คิดตามอัตราความเป็นจริง สำหรับข้อเสียของระบบนี้คือ เงินงบประมาณจะถูกใช้เพื่อตอบแทนผู้บริหารในอัตราที่สูงมากและระเบียบในการบริหารก็เป็นไปตามอำเภอใจ มหาวิทยาลัยสามารถจ้างใครก็ได้มาทำหน้าที่ในการบริหาร สามารถกำจัดข้าราชการที่มีผลงานทางวิชาการได้ นอกจากนี้ ยังตอบแทนรายได้ให้แก่ผู้ที่ไม่มีผลงานทางวิชาการแต่มีวุฒิการศึกษาและประวัติการทำงานที่สวยงามแทน มหาวิทยาลัยสามารถจ้างบุคลากรได้อย่างอิสระทั้งนี้ เงินค่าหน่วยกิตที่เพิ่มขึ้นย่อมเกี่ยวข้องกับผลตอบแทนด้านการบริหารและระบบนี้จะสนับสนุนแต่ภาควิชาที่ทำรายได้ดีหากภาควิชาไหนที่มีนักศึกษาน้อยและไม่ทำรายได้ก็อาจจะต้องปิดตัวลง สรุปแล้วการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบนั้นคือการหาทุนอย่างเสรีของฝ่ายบริหารเท่านั้น”

สำหรับนักศึกษาคนแรกที่มาแสดงความคิดเห็นเรื่องมหาวิทยาลัยนอกระบบคือ “แม็ค” นพพล สมรูป นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี บอกว่า ในเรื่องของการที่มหาวิทยาลัยจะออกหรืออยู่ในระบบเป็นเรื่องของด้านวิชาการ ถ้ามหาวิทยาลัยจะออกนอกระบบในตอนนี้ ตนเองไม่เห็นด้วย เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลว่าการที่ออกนอกระบบไปแล้ว ส่งผลดีหรือผลเสียอย่างไรกับตนเองบ้าง ที่สำคัญตนเองยังไม่ได้รับทราบข้อมูลหรือรายละเอียดว่าออกนอกระบบสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยคืออะไร นอกจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แล้วสิ่งที่ได้กลับมาคุ้มค่าหรือไม่ก่อนที่มหาวิทยาลัยฯ จะออกนอกระบบอยากจะให้ชี้แจงถึงผลดีหรือผลเสียให้นักศึกษาได้รับทราบ ส่วนตัวเท่าที่รู้ รู้เพียงว่าค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยนี้จะส่งผลต่อนักศึกษากลุ่มที่ทางบ้านมีปัญหาทางด้านการเงิน เป็นการเพิ่มภาระให้กับครอบครัว”

และทางด้านสองหนุ่ม”ภูมิ” ภูมิปฐมเอี่ยมศรีทอง และ “ซี๊ด” นฤดล หวังทอง นักศึกษาชั้นปีที่ 2 จากคณะวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ได้ให้ความเห็นเรื่องนี้ตรงกันว่า”ส่วนตัวไม่สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบเพราะค่าหน่วยกิตจะแพงขึ้น ซึ่งจะทำให้เด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ จะเสียเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นส่งผลให้เด็กต่างจังหวัดอาจจะไม่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ได้เพราะไม่มีเงิน ทำให้จำนวนนักศึกษาในบางมหาวิทยาลัยน้อยลงเพราะเด็กเลือกเรียนใกล้บ้านเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ส่วนข้อดีคือห้องปฏิบัติการหรืออุปกรณ์ต่างๆ จะทันสมัยกว่าเพราะมีเงินในการซื้อมากกว่า อย่างไรก็ตาม เราอยากให้มหาวิทยาลัยมีความคล่องตัวในการบริหารแต่ค่าหน่วยกิตไม่แพงมากเกินไป”

อย่างไรก็ตาม การที่มหาวิทยาลัยจะออกนอกระบบนั้นหากมีการวางแผนเตรียมการเป็นขั้นตอน รวมถึงมีการอธิบายข้อดี-ข้อเสียให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับรู้ก็จะทำให้ไม่เกิดปัญหาขึ้นได้ และที่สำคัญควรคำนึงถึงผู้ที่จะได้รับผลกระทบด้วยโดยเฉพาะนักศึกษาที่ต้องแบกภาระค่าเทอมที่แพงขึ้น

แสดงความคิดเห็น