“สตื่น”หนังสั้นกระตุกต่อมคิด

“สตื่น”หนังสั้นกระตุกต่อมคิด

หลังจากขับเคี่ยวกันมานานกับโครงการประกวดภาพยนตร์สั้นชิงรางวัล ภายใต้ แนวคิด “สตื่น” รณรงค์ให้คนไทยสำนึกรู้คุณแผ่นดิน โดยกลุ่มผู้นำทางความคิด Thailand Wakeup จัดขึ้น เพื่อชิงเงินรางวัลรวมกว่า 500,000 บาท พร้อมโอกาสในการ เผยแพร่ผลงานออกสู่สาธารณะ งานนี้มีนักศึกษาและผู้สนใจส่งผลงานเข้ามาร่วมประลองไอเดียกันมากกว่าร้อยชิ้น

ในที่สุดคณะกรรมการก็เลือก “ทีมวีและมิตร” โดย วีรวิช เกตุสร้อย คณะสถาปัตยกรรม สาขาภาพยนตร์และวิดีโอ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง เป็นรางวัลชนะเลิศ ในระดับอุดมศึกษา ซึ่งผลงานที่เรียกความอึ้ง ทึ่ง ขนลุก ถูกถ่ายทอดออกมาภายใต้ธีม “รถเราล้มระหว่างทาง” เนื้อเรื่องหลักที่อยากบอกคือ “พ่อเจ็บ มามากพอแล้ว เลิกทะเลาะกัน” โดยเปรียบเปรยเป็นหน่วยเล็กให้คนเข้าใจง่ายๆ คือมีพ่อลูกกำลังขี่มอเตอร์ไซค์จะไปถึงเป้าหมายอยู่แล้ว แต่ประสบอุบัติเหตุ พ่อเจ็บหนัก ลูกประคอง ไม่นานรถของหน่วยกู้ภัยก็มาช่วย แต่ก็มีหลายหน่วยเหลือเกิน เลยทะเลาะกันเองเพียงเพราะอยากแย่งกันพาไปโรงพยาบาล ไม่รู้หวังดี หวังร้าย มีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ พ่อนอนเจ็บอยู่ ทำไมไม่ช่วยกัน มัวแต่ทะเลาะกันทำไม ซึ่งแนวคิดบาดลึกนี้วีรวิช บอกว่า

“มาจากเหตุการณ์ประจำวันทั่วไป ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าเป็นอย่างนี้จริงๆ พอเหตุเกิดชุลมุนมาก แต่น่าแปลกใจ แทนที่จะเอาคนเจ็บเข้าโรงพยาบาลเป็นด่านแรก กลับมีการทะเลาะกันอะไรก็ไม่รู้ จึงเอาเหตุการณ์นี้มานำเสนอ และจงใจให้เป็นพ่อลูก เพราะคำว่า “พ่อ” มีความหมายมากสำหรับพวกเราคนไทย และตั้งใจใช้คำว่า “พ่อเจ็บมามากพอแล้วฯ” เพื่อเรียกสำนึก”

สำหรับรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ “ทีม The Flag” ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะนิเทศศาสตร์ เอกภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต นำโดย วสุพล ศรีพุก ภายใต้คอนเซปต์ “ธงชาติ” ถ่ายทอดด้วยวลีโดนๆ “พวกคุณเสียเวลา แต่บรรพบุรุษเสียชีวิต!!”

“หยิบเอาเรื่องที่เราเจอกันทุกวัน เวลาได้ยินเพลงชาติ มีทั้งคนยืนตรงทำความเคารพและบ้างก็ยังคงเดินต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้ได้คิดว่าเป็นอย่างนี้ต่อไป คงไม่ดีแน่ พวกเราทุกคนที่เป็นคนไทยควรรู้ว่ากว่าจะมีสามสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัติรย์ ที่แข็งแกร่ง ประเทศไทยต้องผ่านอะไรมาบ้าง บรรพบุรุษต้องแลกมาด้วยชีวิต เพื่อรักษาดินแดนและดำรงธงไตรรงค์ให้มีเอกราช อยู่คู่ผืนแผ่นดินไทยอย่างสง่างาม แล้วกับการซึมซับ การไว้อาลัย การแสดงความเคารพ เพียงวันละ 50 วินาที ทำไมทำกันไม่ได้ การถ่ายทอดเป็นลักษณะของเพื่อนผ่านเพื่อน เดินเล่นกัน พอได้ยินเพลงชาติ คนหนึ่งยืนตรงทำความเคารพ อีกสองคนเดินผ่านไม่สนใจ แถมยังถามเพื่อนว่าหยุดทำไม เพื่อนคนนั้นตอบว่าหยุดยืนทำความเคารพ เพื่อนยังหัวเราะบอกรีบ เสียเวลา ถึงได้มีประโยคเด็ดว่า “พวกคุณเสียเวลา แต่บรรพบุรุษเสียอนาคต” ท้ายสุดก็เป็นเรื่องของสำนึกและวิจารณญาณของแต่ละคน แต่ผมเชื่อว่าถ้าเป็นคนไทยเหมือนกัน ยังไงก็อิน”

ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 2 “ทีมสมองทรงเครื่อง” โดย กมลชนก ศิริอินทราทร และ วริษฐษ อ่ำสุริยา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กับผลงานแสบๆ คันๆ เรื่อง “ดีแต่พูด” ซึ่งคอนเซปต์เรื่องนี้อยู่ที่ว่า ทุกคน ทุกอาชีพ มีความต้องการที่แตกต่างกัน อยากได้ อยากมี แต่เมื่อถามว่าคุณทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง ก็พบแต่เพียงความนิ่งงัน ซึ่งเรื่องนี้ทำให้คนดูทุกคนเจ็บๆ คันๆ และสงสารประเทศไปโดยปริยาย และท้ายที่สุดก็นำคำพูดของผู้นำอเมริกาอย่าง จอห์น เอฟ เคเนดี้ ที่ว่า “อย่าถามว่าประเทศให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามตัวท่านว่าเคยทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง” มาปิดท้าย

สุดท้ายผู้ชนะเลิศในระดับบุคคลทั่วไป ได้แก่ ปิยะวุฒิ วิมาลา นักทำการ์ตูน แอนนิเมชั่น นำเสนอเรื่อง Status ที่เขาว่า

“หยิบเอาเรื่องใกล้ตัว ชีวิตประจำวัน คนชอบอัพเดทว่าวันนี้ทำโน่นทำนี่ เลยจำลองเหตุการณ์ระหว่างอัพเดทสเตตัสกัน เกิดอุบัติเหตุ คนขอถ่าย ขอแชร์ โพสต์กันเป็นว่าเล่น แล้ว ก็เดินไปทั้งที่มีคนจะตายต่อหน้า คือเขาช่วยแค่นี้แล้วคิดว่าตัวเองเป็นคนดีแล้ว ซึ่งจริงๆ ความดีต้องลงมือทำ เห็นคนประสบเหตุ ซึ่งก็เหมือนประเทศชาติ เราไม่ควรนิ่งดูดาย”

ฟังแต่ละแนวคิดแล้ว ใครอยากชมของจริง สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.facebook.com/ pages/thailandwakeup.com พร้อมคอยติดตามทางสื่อสาธารณะทั่วไป ช่วยกันเผยแพร่ เพื่อประเทศชาติของเราเอง

แสดงความคิดเห็น