หลอมนักศึกษาด้วยวิถีพอเพียงฯผ่านปริญญาแพทย์แผนไทย

หลอมนักศึกษาด้วยวิถีพอเพียงฯผ่านปริญญาแพทย์แผนไทย

“…ถ้าเราเอาใจใส่เพื่อให้เด็กได้ความรู้ที่สูงและสามารถให้เขาเรียนสูงถึงขั้นมหาวิทยาลัย ปริญญาโท ปริญญาเอกให้ได้มีโอกาสมาปฏิบัติงาน แต่โดยมากคนที่เรียนได้ปริญญาเอกกลับมา ไม่มีที่ทำงาน หรือเดี๋ยวนี้มีที่ทำงาน บางทีก็ไม่เหมาะสมกับงานกับความรู้ที่มี อันนี้ต้องปรับปรุง… ให้มีการงาน ให้เด็กที่มีความรู้ดี มีความสามารถดี ได้ทำงาน เพื่อให้มาช่วยส่วนรวม อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ…”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2547 ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต

ดร.ไฉน น้อยแส แห่งวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีคลอง 6 (มทร.ธัญบุรี)พูดถึงวิทยาลัยนี้ก่อนจะไปที่โครงการความร่วมมือระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนากับสาธารณ รัฐประชาชนจีนที่อำเภอฝางจังหวัดเชียง ใหม่ที่วิทยาลัยแพทย์แผนไทยมทร.เข้าไปร่วมกิจกรรมนำความรู้เชิงปฏิบัติการด้วยวิทยาศาสตร์ประยุกต์กับภูมิปัญญาไทยด้านพืชสมุนไพรไทยแก่ชาวบ้าน ว่าเปิดการ เรียนการสอน 2 หลักสูตรมีแพทย์แผนไทย ประยุกต์บัณฑิตสาขาวิชาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ (พทป.บ.)สาขาวิชาสุขภาพความงามและสปาไทย(วิทยาศาสตร์บัณฑิต วทบ.)

“การแพทย์แผนไทย หมายถึงปรัชญา องค์ความรู้ และวิถีปฏิบัติ แบบดั้งเดิม เพื่อการดูแลสุขภาพ และการบำบัดรักษาโรค ความเจ็บป่วยของคนไทยโดยสอดคล้องกับขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมไทย และวิถีชีวิตคนไทย วิธีการปฏิบัติของการแพทย์แผนไทย ประกอบด้วย การตรวจวินิจฉัยโรค การใช้ยาสมุนไพร หัตถบำบัด การรักษากระดูกแบบดั้งเดิมมีพื้นที่การใช้ธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นเครื่องมือนั่นคือความเอื้อเฟื้อช่วยเหลือเกื้อกูล ความกตัญญูกตเวที แบ่งปันความขยัน อดทน อดออม ไม่มุ่งหวังผลประโยชน์ที่มีความโลภเป็นที่ตั้ง หรือก็คือหลักการแห่งเศรษฐ กิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่วิทยาลัยยึดมาเป็นแสงเทียนส่องทางหลอมหล่อเยาวชนนักศึกษาให้เกิดความแข็งแกร่งมั่นคงด้วยคุณธรรมจริยธรรมเฉกเช่นปู่ย่าตายายที่เป็นภูมิปัญญาไทยนอกจากนี้ยังคงรักษาสืบสานวัฒนธรรมประเพณีโบราณไว้เช่นพิธีกรรม ธรรมชาติบำบัด เพื่อดูแลรักษาสุขภาพจิต ซึ่งได้จากการสั่งสม ถ่ายทอดประสบการณ์อย่างเป็นระบบ โดยการบอกเล่า การสังเกต การทดลอง ปฏิบัติจริงแล้วได้ผล โดยมีการบันทึกและการถ่าย ทอดองค์ความรู้จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง และสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน”

ดร.ไฉนบอกว่าการแพทย์แผนไทย จึงเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของสังคมไทย ที่ได้มาจากความเชื่อ ความรู้ ความคิด การลองผิดลองถูก จนกลายเป็นที่ยอมรับในสังคมไทย และมีวิวัฒนาการทางการแพทย์แผนไทยจนเป็นภูมิปัญญาของชนชาติไทยที่มีประวัติและวิวัฒนาการควบคู่กันกับการมีประวัติศาสตร์ของชาติไทย มีหลักฐานปรากฏให้เห็นในทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่ก่อนอาณาจักรสุโขทัย สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยาและสมัยรัตนโกสินทร์

บทบาทแพทย์แผนไทยปัจจุบันเห็นจะไม่ต้องพูดถึงเป็นที่รู้กันอยู่ ว่ามีมากมาย ทั้งคนไทยด้วยกันและกำลังขยายไปสู่นานาอารยประเทศต่างยอมรับกันกว้างขวางแล้ว

วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยนอกจากผลิตบัณฑิตที่นำเอาวิทยาการสมัยใหม่หรือวิทยาศาสตร์มารับใช้ภูมิปัญญาไทยหลอมหล่อเยาวชนให้มีความสามารถด้านนี้แล้วอีกพันธกิจหนึ่งของวิทยาลัยดร.ไฉนเน้นว่าคือการฝึกอบรมโครงการพัฒนาภูมิปัญญาไทยเพื่อสร้างอาชีพและการฝึกการดูแลรักษาพยบาลเบื้องต้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนทั่วไป โดยได้รับทุนสนับสนุนจากองค์การมหาชน สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพองค์การมหาชน(สพภ.) ดังที่เกริ่นไปคราวที่แล้ว อันเป็นอีกทางหนึ่งที่นักศึกษาและบัณฑิตจะได้ใช้เป็น

ช่องทางหลอมวิถีพอเพียงตามแนวพระราชดำริให้เข้มแข็งในสำนึกมากยิ่ง ขึ้นไป

เรื่อยๆ อันจะเพิ่มคนดีให้มากขึ้นในสังคมไทยเรา

“วันนี้วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยนอกจากผลิตบัณฑิตป้อนสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมท้องถิ่นห่างไกลความเจริญประชาชนอยู่ในภาวะทั้งขาดแคลนด้านเศรษฐกิจ การคมนาคม จนที่สุดถึงขนาดอยู่ในกลุ่มด้อยโอกาส แม้โรงพยาบาลตำบล (สถานีอนามัยเดิม) บางครั้งก็ยังไปหาได้ลำบากและมักยังขาดแคลนหมอบัณฑิตหรือหมอที่จบแพทย์แผนไทยก็สามารถดูแลรักษาในเบื้องต้นได้ เป็นกำลังแพทย์หรือหมอยังไม่ถูกส่งไปบรรจุได้ดีทีเดียว” ดร.ไฉน ขยายความ

ดร.ไฉน บอกด้วยว่าอีกผลผลิตหนึ่งที่เกิดจากความรู้ความชำนาญของนักศึกษาและบัณฑิตคือผลิตภัณฑ์จากพืชสมุนไพรไทยแปรรูปมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าและคุณภาพระดับสากล ทำให้คนไทยได้ใช้ของมีคุณภาพ ราคาถูก ยังสามารถเป็นผลิตภัณฑ์สร้างรายได้เสริมให้ครอบครัวชุมชน และขยายสู่ธุรกิจระดับชาติสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้ประเทศชาติได้พร้อมๆกับการรักษาสืบสานวิถีชีวิตวัฒนธรรมประเพณีไทยรักษาสืบสานทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่รักษาสืบสานการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงอันเป็นภูมิปัญญา ไทยที่บรรพชนหลอมหล่อเป็นแม่แบบมาแต่โบราณกาล

รวมทั้งการออกไปพัฒนาชาวบ้านให้ทำผลิตภัณฑ์จากพืชสมุนไพรแปรรูปจนมีคุณภาพในหลายจังหวัดหลายหมู่บ้านแล้วด้วย ในนามวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยมทร.ธัญบุรี

คราวนี้ (คราวหน้า) ก็เห็นจะต่อเชื่อมไปยังกิจกรรมการดำเนินการบริการสังคมที่เพิ่งเกริ่นไปว่าเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจแห่งวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยคือการร่วมกับโครงการความร่วมมือระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนาและสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอฝางที่ได้ตามดร.ไฉนไปเป็นผู้ให้ความรู้การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยแก่ชาวบ้านในระแวกนั้น เพิ่มทั้งประสิทธิภาพคุณค่า เพิ่มทั้งมูลค่า มูลค่าผลิตภัณฑ์

แปรรูปและมูลค่าแห่งการอนุรักษ์สืบสานทรัพยากรธรรมชาติ

แสดงความคิดเห็น