อาหารไทย ‘แกงเขียวหวานไก่’ ต่างชาติสนใจขอจดลิขสิทธิ์ ?

จดสิทธิบัตร แกงเขียวหวานไก่

ทีมวาไรตี้

“หลักของการจดสิทธิบัตร คือการคุ้มครองสิ่งที่คิดค้นขึ้นมาใหม่ เป็นสิ่งที่ไม่มีมาก่อน อย่างอาหารชื่ออาจซ้ำกันได้ แต่วิธีการปรุง สูตรการทำ ส่วนผสมต้องต่างกัน โดยหากจะมีผู้จดสิทธิบัตรใหม่เรื่องแกงเขียวหวาน จะต้องมีสูตรไม่ซ้ำของเดิมที่มีอยู่แล้ว”

หากเอ่ยถึงอาหารไทยไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติมักหลงใหลในรสชาติอันกลม กล่อม หอมกลิ่นสมุนไพร เพราะนอกจากความหอมอร่อยแล้ว สมุนไพรไทยยังมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริโภคมากมาย จึงไม่แปลกที่มักมีข่าวชาวต่างชาติให้ความสนใจอาหารไทยเป็นจำนวนมาก แต่กระแสข่าวที่ว่าเชฟชาวอเมริกันสนใจความหอมหวานของ “แกงเขียวหวานไก่” ของไทยจนถึงขั้นนำไปจดลิขสิทธิ์เป็นอาหารประจำชาติของตนไปเรียบร้อยแล้วนั้น ช่างเป็นข่าวที่บั่นทอนความรู้สึกของคนไทยอย่างยิ่ง!

จีรวัฒน์ เหรียญอารีย์คณบดีคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ไขข้อข้องใจในประเด็นดังกล่าวว่า ดูเหมือนจะเกิดขึ้นจากทางเว็บไซต์ที่มีการเผยแพร่ข่าวว่า เชฟชื่อ John Stephen mayor ซึ่งเป็นเชฟชื่อดังชาวอเมริกัน ผู้ได้รับสิทธิบัตรสูตรอาหารมากมายจากทั่วโลกได้แจ้งขอจดสิทธิบัตรแกงเขียวหวานไก่ของไทยไปเป็นของตนเอง ซึ่งเราพยายามติดตามข่าวเรื่องนี้อยู่ โดยที่ไม่ทราบว่าต้นตอข่าวที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากเว็บไซต์ใด แต่เป็นข้อมูลที่มีการเผยแพร่ไปเรื่อย ๆ

ทางสำนักทรัพย์สินทางปัญญาได้ทำการตรวจสอบไปแล้วไม่พบว่ามีเชฟชาวอเมริกันคนที่กล่าวอ้างนั้นได้จดลิขสิทธิ์แกงเขียวหวานไก่ของไทยเอาไว้ จึงถือว่าตรวจสอบแล้วไม่พบ แต่กลับพบว่าประเทศไทยได้มีการจดลิขสิทธิ์ของแกงเขียวหวานไก่ไว้แล้ว โดยเป็นตัวแทนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือ รศ.ดร.นภาวรรณ นพรัตนนราภรณ์ ที่จดไว้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและในสหภาพยุโรป ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการจัดโครงการ “คาราวานครัวไทยออกสู่ครัวโลก” ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยฝึกวิทยากรที่จะไปร่วมโครงการ รวมทั้งอาจารย์ของมหาวิทยาลัยก็ร่วมเดินทางไปด้วยทุกท่าน ทั้งนี้ตามหลักการแล้วหากมีการจดสิทธิบัตรใหม่อาจจะมีการใช้ชื่อแกงเขียวหวานได้ เพราะเป็นชื่อสามัญในการเรียกชนิดของอาหาร ประเทศใดก็สามารถจดได้ แต่สาระที่มีการจดสิทธิบัตรนั้น คือ สูตรการทำ ส่วนผสมของอาหาร หากมีการจดแล้วซ้ำกันในส่วนดังกล่าวก็สามารถฟ้องร้องค่าเสียหายหรือคัดค้านการจดทะเบียนได้

“หลักของการจดสิทธิบัตร คือการคุ้มครองสิ่งที่คิดค้นขึ้นมาใหม่ เป็นสิ่งที่ไม่มีมาก่อน อย่างอาหารชื่ออาจซ้ำกันได้ แต่วิธีการปรุง สูตรการทำ ส่วนผสมต้องต่างกัน โดยหากจะมีผู้จดสิทธิบัตรใหม่เรื่องแกงเขียวหวาน จะต้องมีสูตรไม่ซ้ำของเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น ส่วนผสมของแกงเขียวหวานชาวต่างชาติอาจจะมองในแง่ของกะทิของประเทศไทยที่เค้าอาจใช้เป็นนมแทนได้ ถ้าหากจะมีการจดสิทธิบัตร ซึ่งเท่าที่ตรวจสอบข้อมูลพบว่าประเทศไทยเราที่จดเอาไว้ระบุสัดส่วนไว้อย่างละเอียดว่ามีส่วนผสมใดบ้างรวมทั้งมีการวิเคราะห์ด้วยว่าในแกงเขียวหวาน 1 ชามมีปริมาณของโปรตีนและไขมันเท่าใด เพราะฉะนั้นข่าวตรงนี้ขอให้คนไทยมั่นใจว่าเรามีการจดลิขสิทธิ์เอาไว้แล้ว”

อย่างไรก็ตาม นอกจากแกงเขียวหวานแล้วชาวต่างชาติยังสนใจอาหารไทยจานอื่น ๆ อีกด้วย ที่มาอันดับ 1 ได้แก่ มัสมั่นเนื้อ เพราะเป็นแกงที่ทำได้ยากกว่าแกงอื่น ๆ ซึ่งเครื่องแกงที่เพิ่มขึ้นมามากกว่าแกงเขียวหวาน ได้แก่ ลูกกระวาน กานพลู ถือว่ามีเครื่องปรุงมากกว่าเครื่องแกงชนิดอื่น ต่อมาคือ ต้มยำกุ้ง ของไทย เราจะเห็นว่าเวลาเดินทางไปต่างประเทศหรือรับประทานอาหารต่างประเทศ ต้มยำกุ้งของไทยเราจะกลายเป็นซุปของชาวต่างชาติไปแล้ว แต่รสชาติอาจจะไม่จัดจ้านเหมือนกับต้มยำกุ้งของไทย เพราะต้มยำกุ้งของไทยจะมีการทุบตะไคร้และตัดเป็นท่อน ๆ เพื่อให้ได้กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ออกมามาก ๆ แต่ซุปต้มยำของชาวต่างชาติจะหั่นซอยตะไคร้เป็นแว่น ๆ เพื่อสามารถรับประทานตะไคร้ได้ด้วย ถึงแม้จะไม่มีกลิ่นหอมมาก แต่ก็ถือว่าเป็นสมุนไพรที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

สุดท้ายที่เป็นไฮไลต์มาก ๆ นั่นคือ ผัดไทย โดยจะเป็นผัดอื่นไปไม่ได้ เพราะชื่อบอกอยู่แล้วว่า ผัดไทย ก็ต้องเป็นอาหารของคนไทย ที่มีรสชาติกลมกล่อมเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติ สำหรับผัดไทยเป็นอาหารไทยจานเดียวที่มีคุณค่าทางโภชนาการใน 1 จานค่อนข้างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นผัก เนื้อสัตว์ วิตามิน เกลือแร่ต่าง ๆ และรสชาติก็ยังกลมกล่อมครบทั้ง 3 รส อย่างไรก็ตามเท่าที่สืบค้นมาอาหารไทยทั้ง 3 อันดับนี้ยังไม่มีชาวต่างชาตินำไปจดสิทธิบัตร แต่พบว่าคนไทยได้จดลิขสิทธิ์เอาไว้แล้วทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีต้มยำกุ้ง และเครื่องดื่ม ได้แก่ น้ำมังคุด ที่มีการจดสิทธิบัตรเอาไว้แล้วเช่นกัน

การที่เราจดสิทธิบัตรเอาไว้เพียงเท่านี้ เนื่องจากความรู้ในเรื่องของการจดลิขสิทธิ์ทางปัญญา ในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายมากนัก แต่ต่อไปเชื่อว่าเราจะต้องอนุรักษ์ความเป็นภูมิปัญญาไทย ความเป็นอาหารไทยยอดนิยม 10 อันดับของเราเอาไว้ โดยอาจจะต้องมีการให้ความรู้มากขึ้น ซึ่งคนไทยเป็นคนช่างคิดช่างทำ แต่ขาดตรงนี้ แม้กระทั่งอาจารย์ของมหาวิทยาลัยของเราเองก็ตาม เมื่อคิดตำรับอาหารออกมามากมาย หรือศึกษาอะไรได้ก็ยังเก็บเอาไว้กับตัวไม่ได้นำไปจดสิทธิบัตรทางปัญญาเอาไว้ ในอนาคตถ้ามีคนอื่นเขาไปทำต่อ และนำไปจดลิขสิทธิ์จะกลายเป็นว่าคนนั้นเป็นผู้เริ่มต้น คงจะน่าเสียดาย ดังนั้นจึงอยากให้คนไทยได้ตระหนักถึงสิทธิตรงนี้ด้วย

ขั้นตอนการจดลิขสิทธิ์ทางปัญญาไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนเข้าใจ บางคนคิดว่ายุ่งยากตั้งแต่ยังไม่ได้ลองลงมือทำเลย หากเราลองเริ่มลงมือทำดูจะรู้ว่าไม่ยากเพื่อรักษาสิทธิของเราเอาไว้ เพราะถ้ามีคนอื่นมาทำต่อเราจะได้รู้สึกว่าเราเป็นผู้ริเริ่ม จึงมีความน่าภูมิใจไม่น้อย เพราะถ้าพูดถึงเรื่องของภูมิปัญญาอาหารไทย อยากให้คนไทยช่วยกันอนุรักษ์สืบทอดวัฒนธรรมความเป็นไทย โดยเฉพาะอาหารไทยของเราที่ไปผลิตในต่างประเทศ ควรตรวจสอบว่าทำอย่างไรไม่ให้อาหารไทยถูกดัดแปลงไป และทำอย่างไรที่จะให้คนที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของอาหารไทยจริง ๆ ไปให้ความรู้กับคนต่างชาติเพื่อประกอบอาหารให้ถูกต้อง เนื่องจากเท่าที่เห็นในปัจจุบันเริ่มเพี้ยนไปแล้ว เช่น รสชาติที่เปลี่ยนแปลงไปโดยการนำไปปรับให้เข้ากับประเทศนั้น ๆ แต่สุดท้ายอาหารไทยของเรายังไงก็ยังคงมีรสชาติถูกปากเรามากที่สุด ถ้าเยาวชนรุ่นหลังช่วยกันอนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาวไทยต่อไป.

เล่าประวัติ ‘แกงเขียวหวาน’ ภูมิปัญญาอาหารไทย

ประวัติของ แกงเขียวหวานมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เป็นภูมิปัญญาอาหารของคนไทยในสมัยก่อนที่เริ่มจากแกงเลียงและแกงป่าต่าง ๆ ที่ไม่ใส่กะทิ ต่อมาคนไทยเป็นคนชอบดัดแปลงอาหารการกินโดยการนำกะทิใส่ลงไปในแกง ทำให้เกิดแกงเผ็ดขึ้น โดยแกงเผ็ด เกิดจากความช่างคิดของคนไทยที่ใส่พริกแห้งสีแดงลงไปจากนั้นเรียกว่า แกงแดง และได้มีการประยุกต์มาเป็นแกงเขียวหวานด้วยการใส่พริกสีเขียวลงไป โดยอาจจะใส่ทั้งพริกขี้หนูสีเขียวและพริกชี้ฟ้าสีเขียว หรือบางตำรับต้องการให้มีสีเขียวมากขึ้นจะใช้ใบพริกโขลกไปในน้ำพริกด้วย เพื่อทำให้สีของน้ำพริกมีสีเขียว บางตำรับก็ใส่ใบผักชีลงไปในน้ำพริก

ปัจจุบันหลายคนสงสัยว่าสาเหตุที่ชื่อว่าแกงเขียวหวานเป็นเพราะแกงมีสีเขียว และมีรสชาติหวานด้วยหรือไม่ ซึ่งความจริงแล้ว คำว่า “แกงเขียว” เราทราบว่ามาจากพริกที่เป็นสีเขียว ส่วนคำว่า “หวาน” ไม่ได้หมายถึงรสชาติ แต่หมายถึงสีของแกงที่มีสีเขียวหวาน ละมุนจึงเป็นที่มาของชื่อแกงเขียวหวาน โดยแกงเขียวหวานที่ดีควรมีรสเค็มนำมากกว่ารสหวาน และมีการดัดแปลงแกงเขียวหวานไก่ในสมัยก่อนมาเป็นแกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากรายสอดไส้ไข่เค็มด้วย หรือในท้องตลาดเราจะเห็นอาหารสำเร็จรูป เช่น ข้าวผัดแกงเขียวหวาน เพราะมีการประยุกต์มาเรื่อย ๆ แต่ไม่ว่าเราจะดัดแปลงหรือประยุกต์อย่างไรก็ตามควรจะมีรากเหง้าของการทำของคนไทยโบราณและสืบทอดถึงบรรพบุรุษด้วย นั่นคือแกงเขียวหวานจะต้องมีกลิ่นของเครื่องแกงที่หอม โดยการใช้เครื่องแกงที่เป็นสมุนไพรสดในการนำมาโขลกเป็นพริกแกง จึงจะได้แกงเขียวหวานที่เป็นต้นตำรับสมชื่อ “แกงเขียวหวานไก่ของไทย”

แสดงความคิดเห็น