คอลัมน์ พระมหากรุณาธิคุณ: จุดเด่นของการแพทย์แผนไทยยึดเดินตามหลักพระราชดำริพอเพียง

คอลัมน์ พระมหากรุณาธิคุณ: จุดเด่นของการแพทย์แผนไทยยึดเดินตามหลักพระราชดำริพอเพียง

เสกสรร สิทธาคม seksan2493@yahoo.com

“…คนเราถ้าพอใจในความต้องการก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิดอันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจมีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียงหมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมากคนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่นต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง…”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆที่เข้าเฝ้าฯถวายชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตวันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2541

เพิ่งจะได้รู้ข้อมูลชัดๆว่ามีมหาวิทยาลัยหลายแห่งบ้านเราเปิดสอนแพทย์แผนไทยอย่างจริงจัง แห่งล่าสุดน่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คลอง 6 (มทร.) ที่ผมเพิ่งไปนั่งคุยกับ ดร.ไฉน น้อยแสง รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนานักศึกษาวิทยาการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี และหัวหน้าแผนกวิจัย วิทยาลัยการแพทย์ไทย มทร.มา อดชื่นใจไม่ได้ จึงขอนำความชื่นใจมาเล่าสู่กันแบบข้อมูลธรรมดาไม่ลึกซึ้ง

น่าจะเป็นการสอดรับกับกระทรวงสาธารณสุขที่ดูเหมือนไม่ได้ทอดทิ้งแพทย์แผนไทยเช่นกัน และข่าวที่ได้รับรู้ความเคลื่อนไหวต่อเนื่องมานานก็น่าจะเป็นการเอาจริงเอาจังกับแพทย์แผนไทย สมุนไพรไทยของโรงพยาบาลอภัยภูเบศร์

ช่วงปี 2554-2555 นี้ ผมไปสัมผัสภูมิปัญญาไทยที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเป็นครูมาหลายต่อหลายท่านในหลายสาขาโดยส่วนราชการเป็นผู้ดำเนินการ หนึ่งในครูภูมิปัญญาไทยหลายสาขาเหล่านั้นมีผู้ได้รับยกย่องเชิดชูด้านแพทย์แผนไทยอยู่ด้วยหลายท่านหลายจังหวัด

หัวใจของคนเป็นครูภูมิปัญญาไม่ว่าจะเรียกแตกต่างกันไป เช่นหมอดินหมอเกษตร หมอตำแย หมอพื้นบ้าน หมอเพลงเช่นหมอลำ หมอโนห์รากระทั่งศิลปินแห่งชาติ ล้วนแต่ดำเนินชีวิตด้วยวิถีแห่งความพอเพียงทุกผู้คนไป

วิถีพอเพียงที่ว่าก็คือเดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีหลักธรรมะยึดเหนี่ยวหัวใจเป็นเครื่องมือดำเนินชีวิต ทั้งการประกอบอาชีพ ทั้งการอยู่ร่วมกับคนอื่นในชุมชนในสังคมนั่นคือความขยัน อดทน อดออม สามัคคีเอื้อเฟื้อแบ่งปัน ไม่โลภ มีความกตัญญูกตเวที พยายามห่างไกลอบายมุขตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว เห็นคุณค่าวัตถุสิ่งของต่างๆในพื้นที่ตัวเองมีคุณประโยชน์สามารถนำมาปรับปรุงพัฒนาได้โดยไม่พยายามอาศัยแต่ปัจจัยภายนอก

ทุกท่านที่ไปพบปะพูดคุยพูดเสียงเดียวกันอย่างหนักแน่น ด้วยหลักแห่งเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำรินี่เอง ที่อดีตเคยตกระกำลำบากยากจน ขาดแคลน เป็นหนี้เป็นสินสามารถพลิกฟื้นชีวิตให้กลับมายืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งตัวเอง นำพาครอบครัวสู่ความสุขแบบปลดหนี้สินทำความยากจนขาดแคลนให้พ้นไปจากครอบครัวจนได้แบบยั่งยืน เพราะความพอเพียง

อยู่ได้แล้วพอมีพอกินแล้วไม่นิ่งดูดาย ไม่โลภไว้แต่เพียงผู้เดียว เสียสละทั้งเวลาทั้งประสบการณ์แบ่งปันวิถีก้าวสู่ความพอเพียงแก่บ้านใกล้เรือนเคียงชุมชนกระทั่งคนทั่วไป

โดยเฉพาะภูมิปัญญาไทยสายแพทย์แผนไทยหรือสมุนไพรไทย รวมไปถึงการนวดแบบแผนไทยก็ล้วนเกี่ยวโยงกับคำว่าแพทย์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตร่างกายของคนที่ไปพึ่งหมอแผนไทยดังกล่าวทั้งสิ้น นี่แหละทุกท่านจึงบอกหนักแน่นว่าเมื่อมาเป็นแพทย์แผนไทยแล้วยิ่งต้องมั่นคงในหลักแห่งคุณธรรมจริยธรรมที่เป็นเครื่องมือดำเนินชีวิตพอเพียงอย่างมาก บอกว่าต้องมีสติอยู่กับหัวใจตลอด โดยเฉพาะสติ ความไม่ประมาทแล้วก็ต้องไม่โลภอย่างมาก

การได้ไปพูดคุยกับดร.ไฉน น้อยแสง ที่ถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ก็ยืนยันหนักแน่นเช่นกันว่า ต้องน้อมนำหลักการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นเครื่องมือสำคัญ ทั้งตัวอาจารย์ผู้สอนและถ่ายทอดเน้นย้ำแก่นักศึกษา นั่นเป็นหัวใจ

หลักการเรียนการสอนการแพทย์แผนไทยจากการพูดคุยกับดร.ไฉน น้อยแสงแห่งมทร.ธัญบุรีที่สมัยใหม่ต้องนำเอาวิทยาศาสตร์มารับใช้วิชาการแพทย์แผนไทย แต่นอกเหนือไปจากนั้นแล้วก็สอดรับกับวิถีสายแพทย์แผนโบราณไทยคือการสืบสานการดำเนินชีวิตที่เกื้อกูลกันและกันของความเป็นคนไทยตั้งแต่การช่วยเหลือเกื้อกูลกันไม่มุ่งไปด้วยความโลภแห่งทรัพย์สินเงินทอง แต่เน้นที่จะปัดเป่าทุกข์ออกจากกายใจคนที่กำลังเดือดร้อนอันเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ

โดยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นมากมายมหาศาลคือไม้หลากชนิดที่เรียกว่า สมุนไพร ภูมิปัญญาไทยด้านนี้จึงมีสำนึกต่อการดำรงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ทำลายแล้วยังปกป้องมิใช้ใครทำลาย และใช้ส่วนต่างๆของทรัพยากรนั้นมาเอื้อประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพ ซึ่งสามารถเป็นที่พึ่งของคนในชุมชนได้อย่างแท้จริง

นั่นคือวิถีแห่งความพอเพียงฯ วันนี้วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยมทร. ธัญบุรีก็ยึดหลักการดังกล่าวมาปลูกหล่อหลอมนักศึกษา

ดร.ไฉน น้อยแสง ได้พูดถึงภาพรวมการแพทย์แผนไทยว่ามีจุดเด่นในความเป็นองค์ความรู้ที่สืบทอดมาแต่โบราณสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพทีเดียวรวมทั้งทำให้คนไข้มีค่าใช้จ่ายน้อย รักษาดุลรายรับรายจ่ายของชุมชนและประเทศอีกทั้งยังสามารถเป็นผลผลิตส่งออกได้ด้วยเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการแพทย์ทางเลือกสามารถในการส่งเสริม ป้องกันรักษา ฟื้นฟูสุขภาพของคนไทย ซึ่งเป็นการรักษาแบบองค์รวมมุ่งเน้นการดูแลตนเองควบคู่การรักษาทั้งร่างกายและจิตใจดร.ไฉนชี้ให้เห็นว่าแพทย์แผนไทยที่จัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยเรียกแพทย์แผนไทยประยุกต์หรือ “แพทย์อายุรเวท” คือ แพทย์แผนไทยแบบใหม่ต่างกับ “แพทย์แผนไทยทั่วไป” ตรงที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ร่วมด้วย และสามารถใช้ความรู้นี้ช่วยให้เข้าใจเรื่องรูปร่างและการทำงานของร่างกาย เข้าใจเรื่องสาเหตุและอาการของโรค เข้าใจเรื่องยาและกลไกการทำงานของยา และพิษของยา การมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ควบคู่กันไปด้วยจะทำให้การวินิจฉัยโรคและการส่งต่อโรค การให้คำแนะนำ ที่ต้องอาศัยแพทย์แผนปัจจุบันรักษาต่อไปได้ และการที่มีวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานทำให้การอบรมสั่งสอนมีหลักวิชาเกิดความแน่นอนและแม่นยำมากยิ่งขึ้น

“วิชาแพทย์ไทยเป็นสมบัติมีค่าของชาติ แม้ในปัจจุบันก็ยังมีประชาชนอีกเป็นจำนวนมากนิยมและต้องอาศัยแพทย์แผนไทย ข้อดีบางประการของการแพทย์แผนไทยคือ ค่าใช้จ่ายถูก ใช้ยาสมุนไพรซึ่งมีอยู่ในประเทศ ไม่ต้องเสียเงินสั่งมาจากนอก แม้ในภาวะสงครามประเทศจะถูกปิดล้อม ก็ยังมียาใช้เองและการนวดก็ถือเป็นศาสตร์ ที่มีการถ่ายทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ การนวดของแพทย์แผนไทยประยุกต์นี้จะเป็นการนวดแบบราชสำนัก จะใช้นิ้วหัวแม่มือในการนวด มีการกดจุดตามแนวพื้นฐาน และสัญญาณตามตำแหน่งกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นเส้นเลือด และเส้นประสาท เป็นสูตรการรักษาและเทคนิคเฉพาะโรคแต่ละโรครวมทั้งมีการให้คำแนะนำเพื่อให้ผู้ป่วยไปใช้ในการดูแลตนเองต่อไป” ดร.ไฉนสรุป

วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยมทร.ธัญบุรีเปิดสอน 2 คณะ คือแพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิตและหลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิตเน้นวิชาสุขภาพความงามและสปาไทย

 

 

แสดงความคิดเห็น