มทร.ธัญบุรีชวนคนรุ่นใหม่แบ่งเวลา เรียนไปพร้อมทำงานช่วยเหลือพ่อแม่

000172

คนที่เรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว ภาระการเรียนก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว แต่คนที่เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ภาระย่อมหนักหนายิ่งกว่า เหมือนคนที่ต้องเดินทางขึ้นภูเขามากกว่าชาวบ้านเขาหลายเท่าตัวถามว่าเหนื่อยไหม แน่นอนอยู่แล้วว่าเหนื่อย เพราะมันคือการเอาแรงพลังมารับผิดชอบสองอย่างในเวลาเดียวกัน แต่ที่มหาวิทยาลัยราชมงคลเทคโนโลยีธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ได้มีกลุ่มนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่ “เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างดี ๆ ที่สมควรได้รับคำชื่นชมจากสังคมไทยซึ่ง รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า ปกติมหาวิทยาลัยฯ มีโครงการสนับสนุนการทำงานพาร์ตไทม์ของนักศึกษา โดยมีงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง ที่ผ่านมามีนักศึกษามาทำงานกับมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งล่าสุดได้มีการปรับค่าจ้างนักศึกษาพาร์ตไทม์ ขึ้นไปด้วย เพื่อสอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจ โดยทางมหาวิทยาลัยฯ ขอชมเชยนักศึกษาเหล่านี้

“เต้ย” นายชนุตม์ ศิริจันทรางกูร นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ หลักสูตรเทียบโอนภาคสมทบ ทำงานที่ “สตาร์บัคส์” ตำแหน่ง “บาริสต้า” ได้ค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง ชั่วโมงละ 55 บาท ใน 1 วัน จะทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวันจะได้วันละ 440 บาท เต้ยทำสัปดาห์ละ 4 วัน เฉลี่ยเดือนละ 6,000 บาท ทำงานวันจันทร์พฤหัสบดี ส่วน ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เรียนหนังสือ นำเงินที่ได้มาเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การทำงานในชีวิตจริง รู้สึกว่าโตขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น และจริงจังกับรายละเอียดทุกเรื่อง และคำนึงถึงส่วนรวมเสมอ มีความตรงต่อเวลา “พ่อกับแม่เหนื่อยกับเรามามากแล้ว ส่วนไหนที่สามารถแบ่งเบาภาระ ผ่อนแรงพ่อกับแม่ แล้วก็ตั้งใจเสมอว่า อะไรที่ทำให้พ่อกับแม่ภูมิใจได้ก็จะทำ”

ส่วน “จุ๋ม” นางสาวพัชรียา ทานเอก นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม เล่าว่า เนื่องจากพ่อแม่แยกทางกัน อาศัยอยู่กับยาย เพื่อให้มีการศึกษาจึงต้องหาเงินเรียนเอง โดยเริ่มทำงานมาตั้งแต่ ม.1 โดยผ่านงานมาตั้งแต่เป็นสาวโรงงาน รับจ้างทั่วไป ซึ่งปัจจุบันทำงานพาร์ตไทม์ อยู่ที่ MK คลองหก ชั่วโมงละ 40 บาท หลังเลิกเรียน เงินที่ได้มาจากการทำงานทุกบาททุกสตางค์ ต้องเป็นคนแบ่งใช้จ่ายทั้งหมด เหนื่อยแค่ไหนก็ต้องทำ “ถ้าไม่ทำก็ไม่มีกิน เหนื่อยก็พักสักเดี๋ยวก็หาย เราเกิดมาเราต้องสู้กับปัญหาทุกอย่างจะมัวแต่น้อยใจ แล้วทำไมทุก ๆ วันไม่ทำมันให้ดี” ทุกคนต้องมีหน้าที่และภาระ แต่อยู่ที่ว่าภาระตรงนั้นมันจะหนักหรือเบาเท่านั้นเอง ทุกอย่างถ้ากายและใจสู้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก เวลา 4 -5 ปี ในรั้วมหาวิทยาลัยฯ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นประสบการณ์ทั้งสิ้น ถ้าก้าวพลาดมันจะพลาดไปเลย กลับไปแก้ไขไม่ได้เลย

นี่ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดี ๆของหนุ่มสาววัยรุ่นคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ ซึ่งพวกเค้าเหล่านี้จะมาเป็นกำลังที่สำคัญของชาติในภายภาคหน้า ถึงแม้การเรียนจะเป็นภาระอีกแบบ การทำงานก็มีภาระไปอีกแบบ แต่ละแบบต่างมีปัญหาต่าง ๆ กัน ก็หวังว่าน้อง ๆ ต้องไม่เอามาปะปนกัน แยกแยะปัญหาของแต่ละส่วนให้เป็น แก้ไขไปทีละอย่าง ทีละเปลาะ แล้วทุกปัญหาจะผ่านไปได้ด้วยดี การเรียนกับการทำงานก็จะเป็นส่วนผสมที่กลมกลืนกันอย่างลงตัว.

แสดงความคิดเห็น