สาวย่าโม ผู้สู้ชีวิต นศ.มทร.ธัญบุรี

rmutt-0010

“คนพิการ คือ แรงบันดาลใจในการสร้างกำลังใจให้กับหนู คนที่เขาพิการ เขายังสู้ชีวิตและดิ้นรน นับประสาอะไรกับเราที่มีครบทั้ง 32 ความท้อแท้มีบ่อยท้อแต่ไม่ถอย” เสียงบอกเล่า ผ่านสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสของ “จุ๋ม” นางสาวพัชรียา ทานเอก นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สาวน้อยเมืองย่าโม ผู้สู้ชีวิต ตัวอย่างดีๆ ของนักศึกษาที่ควรเอาเป็นแบบอย่าง ชีวิตของเธอเป็นยิ่งกว่าละคร

“จุ๋ม” เล่าว่า เป็นลูกคนโตมีน้องชาย 1 คน พ่อและแม่แยกทางกันตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 อาศัยอยู่กับย่า เนื่องจากปู่เสียชีวิต ปัจจุบันย่าอยู่กับน้องชายที่พึ่งเรียนจบชั้น ปวส. ซึ่งทำงานอยู่แถวบ้าน หลังจากที่พ่อแม่แยกทางกัน ชีวิตต้องดิ้นรนและต่อสู้ชีวิตทุกอย่าง ตอน ม.1 ช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์ ทำงานรับจ้างทั่วไป ได้วันละ 100 – 200 บาท ทุกๆ เดือนจะมีการเก็บน้ำประปาหมู่บ้าน รับจ้างเก็บเงินค่าน้ำปะปา เอาเงินที่หามาได้มาใช้จ่ายเป็นค่าเล่าเรียนและให้ย่า ซึ่งช่วงนั้นยังพอมีเงินเดือนของแม่ส่งมาให้เดือนละ 1,000 – 1,500 บาท นับตั้งแต่นั้นมาต้องทำงานหาเงินเองมาโดยตลอด

หลังเรียนจบ ม.6 จาก ร.ร.บ้านเหลื่อมพิทยาสรรพ์ สอบติดที่คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร. ธัญบุรี แต่ไม่ได้มีโอกาสได้เรียน เนื่องจากไม่มีเงินเรียน บวกกับช่วงนั้นน้องชายยังเรียนอยู่ “เคยโทรไปยืมเงินพ่อ แต่พ่อปฏิเสธ เสียใจมาก นอนร้องไห้เป็นเดือน” หลังจากนั้นจึงตัดสินใจถือกระเป๋าใบเดียว ออกเดินทางเข้ากรุงเทพเพื่อทำงานกับแม่ ซึ่งได้ค่าตอบแทนเพียงวันละ 100 – 200 บาท

เนื่องจากตอนนั้นอายุยังไม่ถึง 18 ปี อยากที่จะเรียน จึงขอแม่เรียนวันอาทิตย์ แต่แม่บอกไม่ต้องเรียน เดี๋ยวก็มีครอบครัว สุดท้ายก็ไม่ได้เรียน โดยตอนนั้นจึงตัดสินใจออกหางานทำด้วยตนเองถ้าไม่ได้ดี จะไม่หันกลับโดยเด็ดขาด ทำให้ตอนนั้นแม่ไม่พอใจทั้งด่าและไล่ จึงมาขออาศัยอยู่กับเพื่อน อยู่ได้เพียง 3 เดือน ต้องย้ายออก ไปอาศัยอยู่กับเพื่อนที่แถว ม.เกษตรศาสตร์ แต่เพื่อนมีแฟนต้องย้ายออก

จึงออกมาอยู่คนเดียว ตอนนั้นทำงานได้ต้องส่งเงินกลับบ้าน ไปให้ย่าเพื่อซื้อปุ๋ยใส่ข้าว หลังจากทำงานได้ 2 ปี ได้สอบแอดมินชั่นและติด คณะวิทยาศาสตร์ ที่ ม.ราชภัฎสวนสุนันทา แต่ค่าใช้จ่ายแพงเลยไม่ได้เรียน จึงตัดสินใจมาแอดมินชั่นใหม่เมื่อปี 52 และติดที่สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ในที่สุดจึงตัดสินใจเรียนที่นี่ ตอนที่มาเรียนต้องอยู่หอคนเดียว “ค่าห้องแพงมาก” บางครั้งเงินไม่มีและไม่พอใช้ เพื่อการอยู่รอดสิ่งที่ต้องทำคือ “อด” ไม่สามารถไปยืมใครได้ “ข้าว 5 บาท กับปลาทู 1 ตัว อยู่ได้ 2 วัน” ซึ่งตลอดเวลา 1 ปี ที่เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยฯ ต้องพึ่งตนเองตลอด สาเหตุที่เลือกเรียนสาขาวิชานี้ เป็นคนเรียนไม่เก่ง แต่อาศัยความขยัน แอดมินชั่นติดต้องเรียน ไม่อยากเสียเวลา และอยากทำงานรับราชการ รับใช้สังคม อยากเป็นครู เกรดเฉลี่ยสะสมอยู่ที่ 3.26

ชีวิตของตนเองขึ้นอยู่กับการทำงานตั้งแต่ ม.1 ระหว่างที่เรียน ม.1 – ม.6 วันเสาร์และวันอาทิตย์ รับจ้างทั่วไป ได้ค่าตอบแทนวันละ 100- 200 บาท หลังจากจบชั้น ม.6 ทำงานตัดด้ายเย็บผ้าวันละ 100 บาท ทำงานบริษัททำกาวดักหนูวันละ 100 บาท บริษัทวันเดอร์เวลิด์โปรดัก (ผลิตของเล่นเด็ก) เดือนละ 5,000 บาท บริษัทนิเอ็ดอิเล็กทรอนิกส์ประเทศไทยเดือนละ 6,000 บาท เข้ามาเรียนปี 1 ทำงานพาสทามบริษัทนิเอ็ดอิเล็กทรอนิกส์ประเทศไทยวันละ 230 บาท ปี2- ปี3 ทำงานพาสทาม Mk คลอง 7 ชั่วโมงละ 40 บาท หลังเลิกเรียน ส่วนปัจจุบันได้ย้ายมาทำงานพาสทาม Mk คลอง 6

นอกจากเงินที่ได้มาจากการทำงาน ยังได้รับทุนต่อเนื่องจากมูลนิธิพระพิฆเนศปีละ 5,000 บาท จนจบการศึกษา เงินที่ได้จะแบ่งเงินใช้จ่าย ค่าห้อง ค่าเรียนและอุปกรณ์การเรียน ที่เหลือเป็นค่าใช้สอยเดือนละ 2,000 บาท/เดือน เพราะข้าวบางมื้อไม่ได้กิน เนื่องจากทำงานไม่มีเวลากิน วันไหนไม่ได้ทำงานหยุดทำกับข้าวกินเอง มีเพื่อนถามบ่อยๆ ว่าเหนื่อยหรือเปล่า ทั้งเรียนและทำงาน เป็นอะไรที่เหนื่อยมาก แต่เมื่อเลือกเกิดไม่ได้ เหนื่อยแค่ไหนก็ต้องทำ “ถ้าไม่ทำก็ไม่มีกิน เหนื่อยก็พักสักเดี๋ยวก็หาย” ซึ่งช่วงที่เข้ามาเรียนตอนปี1 หลังเลิกงานร้องไห้แทบทุกวัน “ทำไมชีวิตเราไม่เหมือนคนอื่น” ยิ่งงานหนักยิ่งท้อ ร้องไห้จนชิน

แต่ปัจจุบันไม่คิดหรือท้อแท้กับชีวิตแล้ว “เราเกิดมาเราต้องสู้กับปัญหาทุกอย่างจะมัวแต่น้อยใจ แล้วทำไมทุกๆ วันไม่ทำมันให้ดี” ในเมื่อเกิดมาเป็นคน “คนเราเกิดมาแล้วทุกคนต้องมีหน้าที่และภาระ แต่อยู่ที่ว่าภาระตรงนั้นมันจะหนักหรือเบาเท่านั้นเอง” ทุกอย่างถ้ากายและใจสู้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก เวลา 4 – 5 ปี ในรั้วมหาวิทยาลัยฯ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นประสบการณ์ทั้งสิ้น ถ้าก้าวพลาดมันจะพลาดไปเลย ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้เลย นอกจากคำว่า “เริ่มต้นใหม่” การเรียนเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะว่า ถ้าเราไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนหรือเรียนรู้จะโดนด่าว่า “ไม่มีการศึกษา” แต่ถ้ามองอีกแง่มุมหนึ่ง คนที่ไม่ได้เรียนในสังคมไทยอาจไม่มีใบเบิกทางในการประกอบอาชีพในสังคมปัจจุบัน

“ตอนนี้หนูไม่มีปู่ เหลือแต่ย่าและน้องชาย ปู่ท่านอยากเห็นหนูใส่ชุดข้าราชการ แต่ท่านไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ไม่ได้เห็นหนูใส่ชุดข้าราชการ หนูตั้งใจจะสอบข้าราชการให้ติดสมกับท่านได้หวังไว้ ตั้งแต่หนูเกิดมาอยู่กับปู่และย่าตั้งแต่เล็กจนโต หนูยังไม่เคยได้กอดท่านเลย ท่านทั้งสองเป็นพ่อแม่ของหนู เมื่อหนูเรียนจบหนูอยากกลับไปอยู่กับย่า จะตั้งใจเรียนให้จบและรีบกลับไปอยู่กับย่า ก่อนที่หนูจะไม่มีย่าให้ดูแล” จุ๋มกล่าวทิ้งท้าย

 

ชลธิชา ศรีอุบล

กองประชาสัมพันธ์ มทร.ธัญบุรี 0-2549-4994

แสดงความคิดเห็น