คอลัมน์ ฮอตอิชชู: ทุจริตนิดๆ สังคมคิดยังไง?

000162

ปัญหาเรื้อรังและรุนแรงต่อการพัฒนาประเทศ นั่นก็คือปัญหาคอรัปชั่นซึ่งเปรียบเสมือนพยาธิที่ฝังตัวอยู่ในร่างกายของมนุษย์ สาเหตุหลักๆ คือการขาดศีลธรรมของคนในสังคม ความอยากได้ใคร่มี ความเคยชิน จนกลายเป็นเรื่องปกติและแทรกซึมเข้าไปในระบบพื้นฐานของสังคม หลายคนอาจจะมองว่าการทุจริตเล็กๆ น้อยๆ คงไม่ส่งผลเสียหายมากมาย ดังเช่นผลสำรวจของเอแบคโพลล์ ซึ่งได้ผลสรุปออกมาว่า “ประชาชนรับได้ถ้ารัฐบาลทุจริตแต่ได้ประโยชน์” …สังคมส่วนใหญ่คิดเช่นนั้นจริงๆ หรือเปล่า เราลองมาฟังนานาทัศนะ

ในมุมมองของเยาวชน “จุด” วุฒิกร เจตนาเสน นิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี บอกหนักแน่นว่า รู้สึกไม่สบายใจกับโพลล์ก่อนหน้านี้ที่ผู้ถูกสำรวจเกินครึ่งยอมรับได้กับเรื่อง “โกง” ยิ่งกรณีล่าสุดที่ตกเป็นข่าวครึกโครมอย่างการสอบเข้าตำรวจประจำปี เพราะหากเป็นไปตามระบบ การมีคนสมัครสอบจำนวนมากก็ย่อมมีคนมีความรู้ความสามารถสอบได้มาก แต่กลับถูกคนโกงเหล่านี้ไปแย่งที่ เมื่อเข้าไปได้อย่างไม่ซื่อสัตย์ ก็สันนิษฐานได้ว่าย่อมไม่ซื่อสัตย์ในหน้าที่แน่นอน

“ชาติเสียหายและกระทบทุกภาคส่วนด้วย เรื่องสอบตำรวจผมว่าคนกรุงเทพฯ คงไม่สนใจเท่าไหร่ เป็นในส่วนของต่างจังหวัดมากกว่า เพราะมีค่านิยมว่าข้าราชการเป็นเจ้าคนนายคน สวัสดิการดี โดยไม่คิดเรื่องเสียหายตามมาหากทุจริตเข้าไป คงต้องปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กๆ ให้เห็นว่าเรื่องโกงจะมากน้อยก็ขึ้นชื่อว่าโกงและไม่ดี แล้วคนที่มองว่าโกงแล้วให้ประโยชน์แก่ชาติบ้างก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย นั่นคิดผิดตั้งแต่เริ่มคิดแล้ว” เยาวชนของชาติ กล่าว

สาวนักบริหารแห่งโบนันซ่า “เมย์” ไพพรรณี เตชะณรงค์ เผยทัศนะว่า เรื่องการคอรัปชั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะมีขึ้นในสังคม ไม่ว่าจะประเทศไหนก็ตาม โดยเฉพาะการคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นกับตำรวจ ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของประเทศด้วย ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมและไม่สมควรอย่างยิ่ง ด้วยหน้าที่ของตำรวจคือการรักษาความถูกต้อง ยุติธรรม อยู่แล้ว

“แน่นอนว่าการโกงเป็นสิ่งไม่ดีและไม่ถูกต้อง แต่กลับมีผลโพลล์ออกมาว่าคนสมัยนี้มองว่าโกงได้นิดหน่อย ถ้าตัวเองได้รับผลประโยชน์ร่วมด้วย ต้องบอกเลยว่าเดี๋ยวนี้สังคมของเราเปลี่ยนไปมาก ส่วนตัวมองว่าเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน แต่เขามัวแต่มองผลประโยชน์มากเกินไป จนลืมไปว่าความถูกต้องอยู่ตรงไหน หากมีคนแบบนี้อยู่ในสังคมมากๆ บ้านเมืองคงไม่เจริญก้าวหน้าแน่นอน” เมย์ กล่าว

ด้าน ผอ.ฝ่ายส่งเสริมตลาดในประเทศ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ “เอ้” จิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เผยว่า คนสมัยนี้มักจะมีความเชื่อว่า “ถ้าตามน้ำงานเสร็จถือว่าโอเค” เป็นความคิดที่ฟังแล้วเศร้ามาก ซึ่งเรื่องนี้เป็นการสะท้อนจิตใจของคนในสังคม ที่แสดงให้เห็นว่ามาตรฐานความถูกต้องและศีลธรรมในสังคมต่ำลง อาจเพราะคนสมัยนี้ได้รับอะไรมาแบบง่ายๆ ค่านิยมแบบเดิมๆ ที่ต้องรู้จักขยันเก็บออมทำงานแลกเงินแล้วจะมีเริ่มหายไป จึงแสดงออกมาในลักษณะนี้

“ปัญหาประการแรกที่เห็น คือ บทลงโทษในสังคมไม่ศักดิ์สิทธิ์ คนรู้ว่าทุจริตแต่ก็ยังคงยกมือไหว้ให้ความสำคัญ ทำให้เขากินดีอยู่ดีจนกลายเป็นว่าสังคมส่วนใหญ่ยอมรับได้ คนทำไม่ดีกลับได้ดี อย่าบอกว่าเพราะการศึกษาเลย ครอบครัวที่หล่อหลอมคนนี่แหละสำคัญที่สุด ครอบครัวทุกวันนี้เป็นสังคมเมืองมากขึ้น ทุกคนต้องออกไปต่อสู้เข้าเมืองใหญ่ต้องปากกัดตีนถีบ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการมากกว่าศีลธรรมที่ควรยึดถือ และเมื่อถูกความเจริญเข้าแทรกการแก่งแย่งก็สูงขึ้น ค่านิยมคนเสียเพราะมีการแข่งขัน ถ้ารัฐบาลช่วยส่งเสริมให้ต่างจังหวัดมีความเข้มแข็ง เพื่อให้พวกเขาไม่ต้องทิ้งบ้านเรือนเดินทางสายกลาง ใช้หลักพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บ้านเมืองก็น่าอยู่ขึ้น” จิรุตถ์ ให้ความเห็น

ฟังทัศนคติจากผู้ที่ตั้งปณิธานว่า “คนโกงไม่คบ” จนเป็นที่มาของการจัดงานเสวนาใหญ่เมื่อไม่นานมานี้กันบ้าง ศิรินา โชควัฒนา ปวโรฬารวิทยา ประธานกิตติมศักดิ์ บมจ.บูติคนิวซิตี้ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตในสังคมว่า เป็นไปไม่ได้ที่ในสังคมจะไม่มีคนโกงเลย แต่ควรจะน้อยๆ ในประเทศไทย ส่วนเรื่องกรณีโกงเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนตำรวจ เธอรับไม่ได้ด้วยเหตุผลที่โรงเรียนเป็นที่ปลูกฝังคุณธรรม ต้องปลูกฝังคนสุจริตตั้งแต่เริ่มต้น

“ความจริงคนเอาเปรียบเป็นคนฉลาด คนโกงก็ไม่มีคนไหนไม่ฉลาด ดังนั้น ควรใช้ความสามารถให้ถูกทาง ส่วนเรื่องการโกงในระดับนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ การสอบเข้าเป็นตำรวจคือการเริ่มต้นของอาชีพผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ถ้าใครก็ตามเริ่มต้นด้วยการโกง จะเป็นคนสุจริตไม่ได้ และยิ่งอาชีพตำรวจนี้มีความสำคัญต่อคนทั้งประเทศ ถ้าการเป็นตำรวจเริ่มต้นด้วยการโกง แล้วต่อไปคนไทยจะหวังพึ่งใครได้ อีกกรณี ดิฉันคิดว่าคนไทยกำลังสับสนและยังไม่สามารถตีความได้ ระหว่างโกงกับน้ำใจ คนเราควรมีน้ำใจ แต่ต้องเป็นไปด้วยความสุจริตใจ คือสุจริตที่จะไม่เอาเปรียบคนอื่น การไม่เล่นตามกติกา คือการเอาเปรียบ หากยังมีคนมองว่าไม่เป็นไร ต่อไปคนก็จะไม่อยู่ในกติกา” ประธานกิตติมศักดิ์ บมจ.บูติคนิวซิตี้ กล่าว

“ครูยุ่น” มนตรี สินทวิชัย ผู้ก่อตั้งและเลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก ให้ความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวว่า ส่วนตัวการรับได้ในเรื่องการทุจริตมองว่ามีสองนัย คือรับได้เพราะจำเป็นต้องรับ ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไข และอีกหนึ่งคือรับได้เพราะเป็นเรื่องปกติ แต่ส่วนตัวคิดว่า จริงๆ คนไทยไม่น่ารับได้ว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติธรรมดา เราคงไม่ยอมรับการเอาเปรียบ เพราะถ้าเรายอมรับก็ถือว่าเป็นการสร้างค่านิยมในเรื่องนี้ต่อไปยังลูกหลาน

“อย่างเรื่องทุจริตในการสอบเข้าเป็นตำรวจชั้นประทวน ถ้าดูดีๆ จะมองออกว่าค่าตอบแทนของตำรวจก็ไม่ค่อยเยอะ หลายครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเครียดชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินเดือนไม่มาก แต่ทำไมคนแย่งกันเข้า เป็นเพราะให้ความสำคัญกับคำว่าอำนาจ จึงต้องมีวิธีพิสดาร ต้องการมีทุจริตเพื่อที่จะสอบเข้าให้ได้ แสวงหาอำนาจจนลืมคำว่าถูกต้อง นี่เพียงแค่ตัวอย่างแล้วตำแหน่งอื่นๆ อีกล่ะ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศ และการได้มาซึ่งอำนาจจะต้องมีการทุจริตเหรอ ทางออกของเรื่องนี้คืออย่าทำให้เรื่องการทุจริตเป็นเรื่องปกติ ทำให้เรื่องอำนาจอยู่กับหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข เอาอำนาจไปใช้ในเรื่องเหล่านี้ สำคัญย้ำอีกครั้งคือ อย่าให้เรื่องทุจริตกลายเป็นเรื่องปกติในสังคม” ครูยุ่น กล่าวปิดท้าย

สะท้อนให้เห็นว่ายังมีคนอีกจำนวนหนึ่งยอมรับไม่ได้ หากสังคมไทยยังมีการทุจริต “แม้เพียงนิด..!!”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น