พายุฝนถล่มหนักเฝ้าระวัง10จังหวัด

000174

ผวาปีนี้น้ำท่วมหนักกว่าเดิม ผอ.สสนก. ชี้สถานการณ์น่าเป็นห่วง ฝนตกหนักทำให้ปริมาณน้ำมาก แถมมีการสร้างคันกั้นน้ำไม่ให้น้ำไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดทั้งแนว คาด ปทุมฯ อ่วม ระดับน้ำอาจท่วมสูงถึง 3.5 เมตร และอาจท่วมนานกว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่หลายหน่วยงานประสานมือพัฒนาเทคโนโลยีการสำรวจน้ำ แก้ปัญหาแบบยั่งยืน “อุตุฯ” แจ้งเตือน ฝนถล่มทั่วไทย จับตา 10 จังหวัด เฝ้าระวังพิเศษ ชี้พายุ “ตาลิม” ไม่กระทบถึงไทย ด้าน กทม.เร่งจ่ายเงินชดเชยน้ำท่วมภายใน 29 ก.ค. นี้ หวั่นบานปลายกลายเป็นม็อบเหมือนต่างจังหวัด ผู้ประสบภัยรายใดได้เงินน้อยกว่า 5,000 บาท หรือไม่พอใจจำนวนเงินที่ได้รับ ให้ยื่นอุทธรณ์ได้เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 18 มิ.ย. กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศเรื่องฝนตกหนักและคลื่นลมแรง ฉบับที่ 7 ว่า ขณะนี้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงได้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และอ่าวไทย ทำให้มีฝนกระจายเกือบทั่วไป และมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางแห่งของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยตามที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านในพื้นที่ จ.หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ตราด ระนอง และพังงา ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากในระยะ 2-3 วันนี้ สำหรับคลื่นลมในทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งตั้งแต่วันเดียวกันนี้-21 มิ.ย.

ทั้งนี้ ช่วงเวลา 04.00 น. ที่ผ่านมา พายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน “ตาลิม” แล้ว โดยมีศูนย์กลางห่างประมาณ 100 กิโลเมตร ทางตะวันออกของเกาะไหหลำ สาธารณรัฐประชาชนจีน มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยพายุมีทิศทางการเคลื่อนที่ไปทางตะวันออกเฉียงเหนืออย่างช้า ๆ อย่างไรก็ตาม จะไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

วันเดียวกัน ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) มีการลงนามร่วมกันระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ในการพัฒนาเทคโนโลยีการสำรวจ วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลด้านการจัดการทรัพยากรน้ำและ ภูมิอากาศ เพื่อรับมือกับปัญหาอุทกภัย โดย ดร.พรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า การจัดทำข้อมูลเรื่องน้ำถือว่าสำคัญมากในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะจะทำให้เกิดเอกภาพในการดำเนินงานรับมือกับน้ำท่วมให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แม้ข้อมูลที่ได้จะไม่สามารถทำนายเรื่องน้ำถูกต้อง 100% แต่จะช่วยการบริหารจัดการได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากปัจจุบันสภาพภูมิประเทศของไทยเปลี่ยนไป พื้นที่คลองอาจกลายเป็นถนน ทำให้พื้นที่รับน้ำหายไปกว่าครึ่ง ดังนั้นข้อมูลจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ด้าน ดร.รอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สสนก. เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำขณะนี้ฝนจะเริ่มน้อยลง โดยเว้นช่วง 1-2 วัน (19-20 มิ.ย.) ทำให้สามารถระบายน้ำได้ โดยเฉพาะที่เขื่อนสิริกิติ์ จะเริ่มปล่อยน้ำประมาณ 17 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่เขื่อนภูมิพลมีการระบายน้ำประมาณ 8 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทั้งนี้สาเหตุที่เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา เพราะอิทธิพลของลมตะวันออกเฉียงเหนือทำให้ต้องปรับแผนการระบายจากเดิม 32 ล้านลูกบาศก์เมตรเป็น 17 ล้านลูกบาศก์เมตร และใช้แม่น้ำน่านเป็นตัวช่วยระบายน้ำเพื่อลดปัญหาน้ำท่วมที่ จ.สุโขทัย

ดร.รอยล กล่าวต่อว่า การที่มีน้ำท่วมเอ่อล้นตลิ่งที่บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ถือว่าค่อนข้างผิดฤดู แต่สามารถรู้ล่วงหน้าทำให้สามารถระบายน้ำได้ทัน และหากฝนตกเต็มที่จะใช้วิธีพร่องน้ำเป็นหลัก โดยเฉพาะกับพื้นที่ในลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่านเพื่อรองรับน้ำต่อไป และจะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้งในช่วงปลายเดือน ก.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าฝนจะไม่ทิ้งช่วงในเดือนดังกล่าว ทำให้ปีนี้มีปริมาณฝนค่อนข้างมาก หรือประมาณ 1,500 มิลลิเมตร แต่ก็ยังน้อยกว่าปี 54 ที่มีฝนมากถึง 1,800 มิลลิเมตร ทั้งนี้ ตนมองว่าแม้ปริมาณฝนจะไม่มากเท่าปีที่ผ่านมา แต่ก็ทำให้เกิดน้ำท่วมได้ โดยเฉพาะที่บริเวณน้ำท่วมซ้ำซาก แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีเวลาระบายน้ำตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค.ถึงต้นเดือน ส.ค. ก่อนที่น้ำทะเลจะหนุน

“.สิ่งที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ คือ ฝนที่ตกในภาคกลางซึ่งเป็นพื้นที่กลางน้ำ หากตกมากน้ำก็จะมากด้วย นอกจากนี้ยังมีเรื่องการก่อสร้างคันกั้นน้ำที่ไม่ให้น้ำไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นจำนวนมาก จากการคำนวณที่ระดับความสามารถเท่าเดิมเหมือนในปี 54 ยกตัวอย่างเช่น ที่ จ.ปทุมธานี หากปีที่แล้วน้ำท่วมสูง 2.8-2.9 เมตร หากมีการสร้างคันบล็อกน้ำตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา จะทำให้มีปริมาณน้ำสูงขึ้นถึง 3.5 เมตร เลยทีเดียว และน้ำจะระบายได้ช้าลง หรือทำให้น้ำท่วมนานขึ้น ขณะเดียวกัน จะเกิดเหตุการณ์คันกั้นน้ำพังมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง” ดร.รอยล กล่าว

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์ จะดำเนินการพัฒนาฐานข้อมูลด้านทรัพยากรน้ำและภูมิอากาศ วิเคราะห์ระบบ ประมวลข้อมูล และพัฒนาแบบจำลองน้ำและสภาพอากาศ ส่วนกรมวิทยาศาสตร์บริการ จะร่วมพัฒนาอุปกรณ์ช่วยในการสำรวจข้อมูลระดับท้องน้ำ แม่น้ำ คู คลอง ด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ภาคสนาม ขณะที่ในส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะพัฒนาระบบตรวจวัดลักษณะทางอุตุนิยมวิทยา และใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม ในการสำรวจข้อมูลทางอากาศต่าง ๆ ด้านมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จะจัดสร้างอากาศยานไร้นักบิน หรือเครื่องบินยูเอวี สำหรับถ่ายภาพทางอากาศ และพัฒนาระบบหุ่นยนต์เพิ่มเติม เพื่อติดตั้งที่ประตูระบายน้ำที่ ปิดเปิดอัตโนมัติเพื่อเก็บข้อมูล ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จะพัฒนาระบบสำรวจความลึกของคูคลองต่าง ๆ ด้วยหุ่นยนต์ใต้น้ำ

ทางด้านนายวสันต์ มีวงษ์ โฆษกกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหาร กทม. ว่า ที่ประชุมได้รับทราบถึงการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 118,733 ราย วงเงิน 1,189,199,991 บาท โดยสำนักการคลัง กทม. ได้จ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยไปแล้ว 2 ครั้ง ใน 15 สำนักงานเขต ได้แก่ บางพลัด บางกอกน้อย สายไหม คลองสาน คลองสามวา คันนายาว จอมทอง ทวีวัฒนา บางกอกใหญ่ พระนคร มีนบุรี หลักสี่ ดินแดง บางซื่อ และราษฎร์บูรณะ จำนวน 1,970 ราย เป็นเงิน 20 ล้านบาท และในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ จะจ่ายเงินผ่านบัญชีเพิ่มเติมอีก 10,303 ราย วงเงิน 82,098,045 บาท นอกจากนี้ตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย. เป็นต้นไป ทางกทม.จะจ่ายแคชเชียร์เช็คผ่านธนาคารกรุงไทยให้ผู้ประสบภัยที่ไม่มีบัญชีเงินฝากธนาคาร โดยจะเร่งดำเนินการจ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 29 ก.ค. นี้

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมผู้บริหาร ได้มีการหารือในกรณีที่ประชาชนที่ได้รับเงินช่วยเหลือน้อยผิดปกติ ซึ่งม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ได้สั่งให้ตั้งคณะกรรมการทบทวนและตรวจสอบการประเมินความเสียหายซ้ำอีกครั้งว่า จำนวนเงินที่ได้รับนั้นมีความถูกต้องหรือไม่ ซึ่งหากรายใดที่ได้รับเงินน้อย หรือต่ำกว่า 5,000 บาท ให้รีบดำเนินการตรวจสอบ หากผิดพลาดต้องโอนเงินให้ประชาชนเพิ่มเติมตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และหากผู้ประสบภัยรายใดไม่พอใจเงินชดเชยที่ได้รับก็สามารถอุทธรณ์ขอรับเงินเพิ่มเติมได้ ทั้งนี้ในเบื้องต้นยังไม่มีประชาชนมาร้องเรียน แต่กทม.เกิดความกังวลจากการติดตามข่าวสารในการมอบเงินในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีปัญหา ว่าจะเกิดขึ้นกับกทม.ด้วย เพราะเจ้าหน้าที่มีจำนวนน้อย และยังมีข้อจำกัดเรื่องเวลา และจำนวนผู้ประสบภัยที่มีเป็นจำนวนมาก

โฆษกกทม. กล่าวเพิ่มเติมถึงการ เตรียมความพร้อมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ว่า เนื่องจากสภาพอากาศเริ่มมีพายุฝนก่อตัว ทำให้เกิดฝนตกต่อเนื่อง ซึ่งไม่มั่นใจในปริมาณน้ำฝนจะมีปริมาณเท่าใด รวมถึงต้องติดตามระดับน้ำในเขื่อนอย่างใกล้ชิด ดังนั้นสำนักการระบายน้ำ (สนน.) ได้เตรียมความพร้อมของสถานีสูบน้ำ เครื่องสูบน้ำ ซึ่งตอนนี้มีความพร้อมร้อยละ 95 แล้ว โดยได้นำเครื่องไฟฟ้าแทนเครื่องดีเซล รวมทั้งเพิ่มกำลังสูบให้มากขึ้น และได้เร่งรัดการขุดลอกคูคลองและทำความสะอาดท่อระบายน้ำโดยเฉพาะในพื้นที่ 18 เขต ที่เป็นเขตเสี่ยงให้เสร็จโดยเร็วที่สุด พร้อมกันนี้ได้ให้ทุกเขตเตรียมความพร้อมในการรับน้ำท่วมแล้ว

อีกด้านหนึ่ง นายโยธินศร์ สมุทรคีรีจ์ ผวจ.อุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนว่าโครงการแก้มลิงห้วยสว่างแล้ง และอาคารประกอบที่ได้งบประมาณจากรัฐบาลจำนวน 20 ล้านบาท ในพื้นที่หมู่ 7 บ้านวังข่า ต.วังดิน อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ มีการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน และไม่เป็นไปตามแบบที่รัฐกำหนด โดยมีการนำดินผิดประเภทมาใช้ก่อสร้างทำนบดิน ผู้รับเหมาได้ขุดหน้าดินจากภูเขาในพื้นที่สาธารณะหลายแห่งที่อยู่ติดกันมาใช้ และก่อสร้างอาคารระบายน้ำล้น ท่อน้ำ รางระบายน้ำไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งโครงการดังกล่าวเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 53 และดำเนินการแล้วเสร็จตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค. 54 แต่ขณะนี้พบว่าทำนบดินบางจุดเกิดพังเสียหาย ทำให้สามารถเก็บกักน้ำได้น้อย

นายโยธินศร์ กล่าวต่อว่า เนื่องจากเมื่อถึงฤดูแล้งของทุกปี ในพื้นที่ ต.วังดิน จะประสบภัยโดยตลอด จึงได้มีการก่อสร้างแก้มลิงห้วยสว่างแล้งขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ไว้สำหรับอุปโภคบริโภค ส่งเสริมการเกษตรนอกฤดู และใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในท้องถิ่น ที่สำคัญเป็นการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อให้เป็นแหล่งทำมาหากินด้านสัตว์น้ำ แต่ในขณะนี้เป็นช่วงฤดูฝนแต่พื้นที่แก้มลิงแห่งนี้กลับไม่สามารถกักเก็บน้ำได้เต็มพื้นที่ เนื่องจากทำนบดินบางจุดพังเสียหาย อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้นายพรศักดิ์ สงวนผล นายอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ เป็นประธานตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยให้รายงานผลภายใน 15 วัน

ส่วนที่ จ.พิจิตร นายสุริยันต์ กาญจศิลป์รอง ผวจ.พิจิตร เดินทางไปยังโรงเรียนบ้านรังนก ต.รังนก อ.สามง่าม ภายหลังจากเมื่อช่วงค่ำวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา เกิดเหตุอาคารเรียนพังถล่มลงมาเสียหายทั้งหลัง นายสุริยันต์ กล่าวว่า ทางโรงเรียนบ้านรังนก ได้รับงบประมาณจากเขตพื้นที่ประถมศึกษาพิจิตรเขต 1 กว่า 8 แสนบาท เพื่อฟื้นฟูหลังถูกน้ำท่วมเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยทางโรงเรียนได้ว่าจ้างผู้รับเหมาเอกชนรายหนึ่งให้เข้ามาดีดอาคารเรียนให้สูงขึ้นเพื่อหนีน้ำ แต่ปรากฏว่าระหว่างดำเนินการอาคารกลับพังถล่มเสียหายทั้งหลัง อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาผู้รับผิดชอบแล้ว

ขณะที่ จ.ระนอง นายสมพร ปัจฉิมเพชร นายอำเภอสุขสำราญ จ.ระนอง ได้นำคณะผู้สื่อข่าวลงตรวจสอบการก่อสร้างทำนบกั้นน้ำและขุดลอกคลองเพื่อแก้ปัญหาที่ดินของชาวบ้านถูกน้ำป่ากัดเซาะแนวตลิ่งจนที่ดินหายไปกว่า 20 ไร่ ในพื้นที่หมู่ 3 ต.กำพวน โดยนายสมพร กล่าวว่า ได้เร่งรัดให้ผู้รับเหมาทำงานให้เสร็จโดยเร็ว เนื่องจากขณะนี้กระแสน้ำได้เปลี่ยนทิศทางการไหลไปจากเดิมมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากจะทำให้ที่ดินของชาวบ้านถูกกระแสน้ำกัดเซาะแนวตลิ่งจนพังเสียหายและกินพื้นที่เข้ามาเป็นอย่างมาก จึงต้องก่อสร้างทำนบกั้นน้ำ พร้อมทั้งขุดลอกคลองใหม่ เพื่อควบคุมทิศทางการไหลของน้ำ อีกทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมหากเกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ โดยการขุดลอกคลองแห่งนี้จะมีความยาวทั้งสิ้น 17 กม.

ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งให้ข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างประจำของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 79 ราย ไปช่วยปฏิบัติราชการที่สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) โดยคำสั่งดังกล่าวอ้างตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2555 กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) พร้อมทั้งให้มีสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของ กนอช.และ กบอ. เพื่อให้เป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาอุทกภัย

ทั้งนี้ ข้าราชการและบุคลากรที่ถูกขอตัวไปปฏิบัติราชการ อาทิ นายชัยพร ศิริพรไพบูลย์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ข้าราชการจากสำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นต้น นอกจากนี้นายชลธิศ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมป่าไม้ ได้ถูกขอตัวไปช่วยปฏิบัติงานด้วย แหล่งข่าวระดับสูงรายหนึ่ง ระบุว่า นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธาน สบอช. เป็นผู้เสนอเรื่องการขอตัวช่วยราชการครั้งนี้ต่อนายกรัฐมนตรี ทำให้ผู้บริหารของกระทรวงทรัพยากรฯ บางรายอึดอัดใจ เนื่องจากบุคลากรสำคัญถูกดึงตัวไปหลายคน.

แสดงความคิดเห็น