สภาอุตฯผนึกกำลัง สอศ.พัฒนาอาชีวะอุดปัญหาแรงงานขาด

n55_2607012

ปัญหาขาดแคลนแรงงานเป็นปัญหาทั้งเชิงปริมาณที่ไม่สามารถผลิตกำลังคนให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดแรงงานได้ ขณะเดียวกันก็เป็นปัญหาเชิงคุณภาพ เพราะแรงงานที่ก้าวสู่การทำงานส่วนใหญ่อาจมีทักษะที่ไม่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม จนทำให้ไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ถือเป็นหน่วยงานหลักในการสร้างและพัฒนากำลังคน ได้บันทึกตกลงความร่วมมือการพัฒนาบุคลากรระดับอาชีวศึกษาเพื่อภาคอุตสาหกรรม พร้อมด้วยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เพื่อร่วมกันผลิตคนระดับอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และพัฒนาทักษะวิชาชีพให้ผู้เรียนได้เพิ่มขีดความสามารถการเรียนรู้ มีประสบการณ์การทำงานจริง

อุตฯขาดแรงงานเกือบ 3 แสนคน

“พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล” ประธาน ส.อ.ท. เผยว่า เมื่อปลายปี 2553 มีการสำรวจความต้องการกำลังคนของภาคอุตสาหกรรมใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์, ยานยนต์, ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, เครื่องปรับอากาศ, เครื่องจักรกลและโลหะการ และเครื่องจักรกลการเกษตร

ผลสำรวจพบว่าอีก 5 ปีข้างหน้า (ปี 2554-2558) กลุ่มอุตสาหกรรมข้างต้นมีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น 290,662 คน คิดเป็นร้อยละ 18.36 จากการจ้างงานรวมปี 2553 จำนวน 1.58 ล้านคน แบ่งเป็นระดับ ปวช. 48,899 คน ระดับ ปวส. 70,263 คน ระดับปริญญาตรี 34,971 คน

ซึ่งจะเห็นได้ว่าความต้องการคนระดับอาชีวศึกษาสูงถึง 119,162 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของความต้องการกำลังคนทั้งหมด ซึ่งสาขาที่ต้องการคนสูงสุดคือช่างกลโรงงาน, ช่างยนต์, ช่างไฟฟ้า, อิเล็กทรอนิกส์, แมคคาทรอนิกส์ และแม่พิมพ์

“เรายังได้สำรวจคุณลักษณะแรงงานที่สถานประกอบการต้องการ โดยคุณลักษณะที่แรงงานไทยมีน้อย และต้องปรับปรุงอย่างมากคือความรู้ด้านภาษาต่างประเทศ ส่วนที่มีระดับปานกลาง และต้องปรับปรุงคือความรู้พื้นฐานในตำแหน่งงานที่ทำ, ทักษะฝีมือแรงงาน, ความสามารถในการแก้ปัญหา, ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์, ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์”

“เพราะแรงงานไทยมีคุณลักษณะด้านความขยันและอดทน และความมีระเบียบวินัยในการทำงานค่อนข้างมาก ฉะนั้นจะต้องฝึกฝนตัวเองเพื่อเพิ่มความสามารถด้านต่าง ๆ ให้ครบเครื่อง”

เมื่อเห็นความต้องการแรงงานจำนวนมากจากภาคอุตสาหกรรม จึงร่วมมือกับ สอศ.ในการรับนักศึกษาเข้าทวิภาคี ในโครงการโรงงาน-โรงเรียน เบื้องต้นเริ่มที่วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ วิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา ตอนนี้มีความร่วมมือกับ 10 บริษัท เพื่อนำนักเรียนเข้าไปเรียนรู้งานกว่า 160 คน

โดยรับสมัครนักเรียนที่จบ ปวช. และจะศึกษาต่อในระดับ ปวส. 2 ปี ที่พร้อมทำงานไปด้วย ให้มาเป็นพนักงานฝึกหัด ซึ่งเขาจะได้รับทั้งประสบการณ์ตรงจากการทำงาน รวมถึงยังได้รับค่าจ้างและสวัสดิการระหว่างปฏิบัติงาน โดยการจ้างจะเป็นพนักงานรับเหมาช่วงสัญญา 2 ปี และสามารถทำงานล่วงเวลาได้

นอกจากนี้ยังจัดให้มีการเรียนการสอนภายในโรงงาน 1 วัน/สัปดาห์ (ทุกวันอาทิตย์) เมื่อจบการศึกษาระดับ ปวส.แล้ว พนักงานฝึกหัดจะได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำ และสามารถเรียนต่อระดับที่สูงขึ้นได้ ภายใต้ข้อตกลงกับบริษัท

“ระหว่างการทำงานจะมีพี่เลี้ยงให้ความรู้เชิงเทคนิคการทำงานและด้านสังคม ทำให้เด็กไม่ออกนอกลู่นอกทาง ทำให้สถานประกอบการเห็นว่าระหว่างการทำงาน นักเรียนมีการพัฒนาตัวเองอย่างไรบ้าง โดยปีหน้าจะรับเข้าโครงการนี้เพิ่มอีกประมาณ 2 พันคน และอีก 2 ปีข้างหน้าอาจรับเพิ่มเป็น 2 หมื่นคน ถ้าทำอย่างนี้ได้ เราจะมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพ และเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาที่ทำงาน ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรรมอื่นได้ด้วย”

อาชีวะเร่งเพิ่มยอดผู้เรียนด้านภาคอาชีวศึกษาก็มีหลายนโยบายที่เตรียมผลิตกำลังคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ยังมีอุปสรรคที่ทำให้นโยบายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดย “สมบัติ แสงสว่างสัจกุล” รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า ถึงแม้จะมีนโยบายปรับสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวศึกษาต่อสายสามัญให้เป็น 60:40 แต่ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 30 กว่าเท่านั้น

ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เป็นไปได้ยาก อาทิ การเมืองมีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อย ทำให้นโยบายไม่ต่อเนื่อง หรือโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ผู้สูงอายุเยอะขึ้น ตลอดจนสังคมยังมองภาพลักษณณ์อาชีวะลักษณะ 3D ได้แก่ Dirty, Dangerous และ Difcult จนทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนไม่อยากศึกษาต่อสายอาชีพ

“จากนี้ไปเราจะยอมเจ็บ ไม่ใช่ว่าใครอยากเรียนอะไรแล้วได้เรียน แต่ต้องคัดกรองเด็กเพื่อให้ได้คนที่อยากเรียนและเห็นประโยชน์จากการเรียนสายอาชีวะ ด้วยการลดจำนวนนักเรียนลงก่อนที่จะเพิ่มจำนวน นอกจากนี้ยังต้องสร้างคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้กับเด็กมากขึ้น”

“อย่าคิดว่าเขาไม่มีที่ไปแล้วมาเรียนอาชีวะ ตรงนี้สถานประกอบการสามารถช่วยได้ เพราะการเรียนแบบทวิภาคีที่ให้เด็กทำงานและเรียนไปด้วย ถือว่าเป็นการเพิ่มคุณค่าอย่างหนึ่ง ยิ่งกว่านั้นในปี 2552 มีโครงการไทยเข้มแข็งเข้ามาช่วย จึงทำให้เราได้ให้ทุนเพื่อเตรียมผลิตครูระดับปริญญาโท 738 คน ปริญญาเอก 80 คน”

นอกจากนั้น ยังจัดตั้งสถาบันอาชีวศึกษา 19 แห่ง เปิดสอนระดับปริญญาตรีสายปฏิบัติการ ซึ่งเป็นปริญญาตรี 3 ท่อน คือต้องจบ ปวช. ต่อด้วย ปวส. แล้ว มาเรียนปริญญาตรี ซึ่งคนที่เรียนปริญญาตรีต้องมาจากสถานประกอบการ หรือเป็นทวิภาคีเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ยังปรับหลักสูตรฐานสมรรถนะเข้าไปในการเรียนการสอนทุกระดับของอาชีวะ โดยกำหนดว่าทุกปีจะต้องมีการสอบมาตรฐานวิชาชีพในแต่ละช่วงชั้น เพื่อให้เด็กได้สมรรถนะตามที่กำหนด ทั้งยังผลักดันให้เกิดสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ซึ่งจะเป็นส่วนกลางในการกำหนดเงินเดือนตามความสามารถ เพื่อไม่ให้ยึดติดกับใบปริญญา

มจธ.จัดการศึกษาเชิงบูรณาการ

หนึ่งในความร่วมมือที่เกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยอย่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) “รศ.ดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน” อธิการบดี มจธ. บอกว่า ได้สร้างกลไก WIL หรือ Work Integrated Learning เป็นการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน ซึ่งเป็นการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เพื่อให้นักศึกษามีโอกาสประยุกต์ความรู้ ทักษะการทำงาน รู้จักใช้ชีวิตของการทำงานก่อนสำเร็จการศึกษา

ซึ่งภาคอุตสาหกรรมและ มจธ.ได้รับประโยชน์เชิงความร่วมมือด้านการปรับปรุงงานและหลักสูตร เพราะกลไกดังกล่าวมีแนวคิดให้โรงงานเปรียบเสมือนห้องเรียนของนักศึกษา ปัญหาที่เกิดขึ้นของภาคอุตสาหกรรมเป็นแบบฝึกหัดในการแก้ปัญหา ซึ่งนักศึกษาจะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ภาคการศึกษา หรือเทียบเท่าที่สถานประกอบการ พัฒนาทักษะผ่านการทำโครงงาน โดยอาจารย์และสถานประกอบการจะดูแลและให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ โครงการสหกิจศึกษาก็อยู่ภายใต้โครงการ WIL เช่นกัน

“เมื่อเราเข้าไปทำงานกับภาคอุตสาหกรรมยังพบว่ามีความต้องการอีกด้านหนึ่ง คือ Work Place Learning หรือการ เรียนในที่ทำงาน โดยจะนำปัญหา หรือโจทย์จากการทำงานของภาค อุตสาหกรรมมาเป็นแบบฝึกหัดสำหรับนักศึกษา เหมือนเราเข้าไปร่วมพัฒนา ทักษะต่าง ๆ ตามความต้องการของภาคเอกชน”

ความร่วมมือต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจึงน่าจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของนักเรียนอาชีวะ ทั้งด้านทักษะชีวิตและวิชาชีพ จนสามารถผลิตกำลังคนได้ตามความต้องการ และบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่เกิดขึ้นได้อีกระดับหนึ่ง


แสดงความคิดเห็น